IPB
Thailand Travel Information :: English Version ::
เว็บไซต์แนะนำ: รวมฮาวทู เทคนิค DIY ต่างๆทุกๆเรื่องที่คุณอยากรู้

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 
Reply to this topicStart new topic
> 15 ปีที่ผ่านมา อะไรบ้างที่ทำให้ “ในหลวง” ทรงพระสำราญ
อี๊ดคุง
โพสต์ Sep 23 2009, 18:40
โพสต์ #1


...ฅนค้น..ใคร...
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 3,362
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-Sep-06
หมายเลขสมาชิก : 1
Point : n/a Point
Ticket : n/a Point



"15 ปีที่ผ่านมา อะไรบ้างที่ทำให้ “ในหลวง” ทรงพระสำราญ"


"15 ปีมานี้ มีอะไร และใครบ้างที่ทำให้ท่านทรงสำราญ"



แม้จะเป็นแค่เพียงคำพูด แต่เมื่อคนไทยทุกคน เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว คงจะต้องคิดกันให้หนักว่า ตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคตนั้น มีใครบ้างที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น ทรงมีความสุขพระทัยได้บ้าง
"15ปีมานี่ 15ปีที่แล้วท่านทำพระหทัย เส้นเลือดมีแคลเซี่ยมเกาะ ก็เข้าไปทรงทำ บอลลูน ต้องเข้าไปเคาะเอาแคลเซี่ยมนี้ออกมา เมื่อเข้าไปเคาะเอาแคลเซี่ยมนี้ออกมา ท่านเจ็บมาก เจ็บเหมือนมีช้าง 10 เชือกเหยียบไปบนหน้าอก หลังจากนั้นปีนึง สมเด็จย่าสวรรคต สมเด็จย่าทรงดูแลพระเจ้าอยู่หัวมา เป็นทั้ง ขอพูดแบบสามัญชน เป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งแม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวมาตั้งแต่พระชนมายุ 1 ขวบ อันนี้ความเสียหายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รุนแรงแค่ไหน ไม่ต้องไปพรรณาเลย หลังจากนั้นก็ทรงมีกระดูกทับเส้นประสาท เทคโนโลยี่อาจจะไม่ดีนัก และความเสี่ยงสูงมาก ถ้าผ่าตัด อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ก็ทรงรอ จนในที่สุด ผมคิดว่าทรงทนไม่ได้แล้ว ก็เลยต้องทำ และทำแล้วถามว่า ณ.วันนี้เป็นยังไงบ้าง ดังนั้นผมถามว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้พระองค์ทรงพระสำราญ และปีที่แล้วมีอะไรเกิดขึ้น พี่สาวองค์เดียว ที่มีในครอบครัว ก็หมดไป"

จากคำกล่าวของหม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาดอยตุงมูลนิธิโครงการแม่ฟ้าหลวง ได้ช่วยจุดประกาย ให้ค่ำคืนนี้ของเรา สำนักข่าว T-NEWS ได้ขอนำคำพูดของท่าน มาขยายความให้เป็นรูปธรรม ให้มากที่สุด เพื่อย้ำและเตือนสติคนไทยทุกคน เราเคยรู้หรือไม่ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์ท่าน ทรงต้องสะเทือนพระทัยมากน้อยแค่ไหน ตลอดช่วงระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปในปี 2538 คนไทยทั้งประเทศต้องใจหาย เมื่อสำนักพระราชวังออกแถลงการว่า สมเด็จย่า มีพระอาการพระหทัยกำเริบ ต้องเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ ที่โรงพยาบาลศิริราช สิ่งที่คนไทยเราได้เห็นตอนนั้นก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จไปเฝ้าที่โรงพยาบาลทุกวัน ที่โรงพยาบาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะประทับข้างแท่น ทรงกุมพระหัตถ์สมเด็จแม่ และรับสั่งเล่าเรื่องต่างๆให้สมเด็จแม่ฟังโดยตลอด

ความรัก ความผูกพันของราชนิกูลมหิดลทั้งสี่พระองค์ ยิ่งใหญ่ เกินที่จะหาคำมาพรรณาได้

วันนี้รายการเจาะข่าวร้อนล้วงข่าวลึก ขอย้อนรำลึกถึงความผูกพันธ์ที่ยิ่งใหญ่นั้น จากภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่หาชมได้ยาก เหตุการณ์บรรจุพระบรมอัฐิของพระบรมชนก

เมื่อสิ้นพระบรมชนก สมเด็จกรมหลวงสงขลานครินทร์ สี่ชีวิตในราชสกุลมหิดล ก็อยู่ใต้ไออุ่นและความรักของย่า สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า แต่ความสุขในช่วงเยาว์วัยในวังสระปทุมของเจ้านายเล็กๆทั้ง 3 พระองค์และแม่ สมเด็จพระบรมราชชนนี ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระยศเป็นเพียงหม่อมสังวาลย์ ก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเหตุการณ์ปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ทำให้สมเด็จพระพันวัสสา ตัดสินพระทัยส่งพระนัดดาทั้ง3 ที่พระองค์รักยิ่งกว่าดวงใจ ไปพำนักรักษาพระองค์ที่ต่างประเทศ

เรืออเมริกันเพรสซิเด็นท์เพียซ นำ 4 ชีวิตในราชสกุลมหิดลบ่ายหน้าออกจากแผ่นดินแม่ จุดหมายคือเมืองเล็กๆในสวิสเซอร์แลนด์ เมืองโลซาน ที่นั้นเอง ที่สมเด็จพระบรมราชชนนี ต้องทรงเป็นทั้งแม่และพ่อ ให้กับพระธิดาและพระโอรสทั้ง 2 พระองค์ ในขณะที่สมเด็จพระพันวัสสาที่ยังทรงเป็นกังวล เรื่องพระนัดดาเป็นที่สุดได้ตรัสถึงสมเด็จพระบรมราชชนนี ที่ต้องทรงแบกภาระอันหนักอึ้งในขณะนั้นว่า " บุญของฉัน มาได้ลูกสะใภ้เช่นนี้ บุญของหลานที่มีแม่ที่เลิศ ไม่มีใครจะมาดูถูกได้ว่าเลวทราม ฉันพูดนี้ปลื้มใจด้วยเศร้าใจด้วยจนน้ำตาไหล "

ถ้อยคำต่อไปนี้ย่อมสะท้อนความรู้สึกที่สมเด็จย่าทรงมีต่อสมเด็จพระพี่นาง ในหลวงรัชกาลที่ 8 และ 9 ได้เป็นอย่างดีที่สุด " ลูกของหม่อมฉัน หม่อมฉันรักอย่างดวงใจ และหม่อมฉันมีความตั้งใจอยู่เสมอ ที่จะนำลูกไปในทางที่ถูกที่ดี สำหรับจะได้ประโยชน์แก่ตัวเอง ญาติและบ้านเมือง "

ชีวิตของ 4 พระองค์ในต่างแดนเป็นชีวิตที่เรียบง่าย ทรงเป็นอยู่อย่างสามัญชน และมีความสุข ความสะดวกสบายตามสมควร สำหรับครอบครัวเล็กๆในราชสกุล ที่ไม่ได้อยู่ในสายแห่งการสืบสันตติวงศ์ แต่เป็นอีกครั้งที่ความสุขความรื่นรมย์ ที่ทุกพระองค์ได้รับก็มิอาจอยู่ได้นาน ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศสละราชสมบัติ


15 ปีที่ผ่านมา อะไรบ้างที่ทำให้ “ในหลวง” ทรงพระสำราญ 2





แรงกดดัน และความหนักพระทัยได้ถาโถมใส่สมเด็จพระบรมราชชนนีอย่างมิอาจประมาณได้ เห็นได้ชัดที่สุด จากที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า

" ทั้งลูกและหม่อมฉันไม่มีความต้องการยศและลาภเลย แต่การต้องนันต้องรับเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็เพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นจะทำอะไรขอให้พูดกันดีดีอย่าบังคับ และตัดอิสรภาพจนเหลือเกิน การที่นันจะต้องมาเล่นละครเป็นกษัตริย์น่ะ ไม่ดีต่อเส้นประสาทเลยแต่เมื่อจำเป็นจริงๆก็ต้องทำ" แต่ความกดดันนั้นก็ไม่มีทางเทียบกับฟ้าที่ผ่าลงกลางพระทัยของทุกพระองค์ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489

ความสูญเสียพระทัยของพระบาทฯเมื่อพระเชษฐาของพระองค์เสด็จลับเลือนหายไปนั้น ท่านผู้หญิงเกหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้บันทึกเอาไว้อย่างน่าสะเทือนใจว่า

" ด้วยพระชนมายุเพียง 18 พรรษา 6 เดือนในขณะนั้น ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างที่ล้อมรอบพระองค์จะมีความเย็นชาไปชั่วขณะ ก่อนที่ความทุกข์โทมนัสจะทับถมลงมา เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ที่พระสติยังคงรับรู้ได้ แม้ครั้งที่ทรงสูญเสียสมเด็จพระราชบิดา ก็ยังไม่ทรงซาบซึ้งถึงความทุกข์ เพราะยามนั้นทรงเยาว์พระชันษานัก แต่ในขณะที่ทรงพบเหตุการณ์เฉพาะพระพักตร์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ในความสำนึกที่ต้องสูญเสียพระมหากษัตริย์ สูญเสียพี่ที่เป็นเพื่อนเล่นด้วยกันตั้งแต่เล็กจนโต จะประทับด้วยกันไปไหนไปด้วยกัน ทุกแห่งทุกหน ประดุจลูกแฝดตลอดจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์เอง ฉะนั้นในสายตาของผู้ที่ได้พบเห็น จึงเสมือนพระองค์ถูกแยกไปแล้วครึ่งหนึ่ง อย่างไม่มีวันจะกลับคืนมาอีกแล้ว คงเหลือที่จะทรงทนได้ เมื่อทอดพระเนตร เห็นภาพสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช บรรทมนิ่งอยู่บนพระแท่น "

เมื่อรัฐสภาเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ที่อัญเชิญเสด็จขึ้นครองราช จึงเป็นการต่อสู้ครั้งแรกและสำคัญที่สุด ที่ต้องทรงกำพระชะตาด้วยพระองค์เอง จึงทรงกล้าที่จะตัดสินพระทัยตอบรับแผ่นดินไทย จากประชากรชาวไทยในครั้งนั้น ซึ่งผิดจากการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์ใดทั้งสิ้น ก็ว่าได้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความไม่คาดคิดมาก่อน อย่างทารุณ เกิดขึ้นจากความไม่ปรารถนา ฉะนั้น ในการตัดสินพระทัยในการรับพระราชภาระจากพระบรมเชษฐา จะต้องตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เอง ไม่มีใครที่จะทรงถามความเห็นได้ หันพระพักตร์ไปทางไหนก็ทรงเห็นแต่ความโศกเศร้า สมเด็จพระราชชนนีได้ทรงพระกรรแสง ไม่เสวย ไม่บรรทม แม้พระองค์เองก็แทบจะหมดพระสติ ทุกสิ่งเต็มไปด้วยความสับสน สิ่งที่ทรงรำลึกถึงอย่างเดียวในขณะนั้น ก็คือสมเด็จพระบรมเชษฐา เมื่อยามเสด็จมาเมืองไทย ทุกพระองค์ทรงตื่นเต้นรื่นเริงที่จะได้กลับบ้าน แต่เมื่อยามเสด็จกลับ อีกพระองค์หนึ่ง เสด็จจากไปแล้วอย่างไม่มีวันจะเสด็จกลับมาอีก จึงเป็นการเดินทางที่เงียบสงบ และสิ่งที่ไม่พ้นจากสายตาก็คือ ความทุกข์โทมนัสอย่างใหญ่หลวง ที่ปรากฏให้เห็นจากทุกพระองค์

จากครอบครัวเล็กๆที่มีเพียงแม่และพี่ด้วยการมาเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนชั่วคราว ไม่ได้เตรียมตัวไปมากกว่านั้น มีชุดผ้าสีขาว กางเกงหลวมโพรกเพรก หมวกสานใบนึง กับกล้องถ่ายรูป รู้สึกจะมีสมบัติเพียงเท่านี้ แต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น

ก้าวแรกของการย่างพระบาท เยี่ยงพระมหากษัตริย์ของในหลวง เป็นก้าวที่สมเด็จพระบรมราชชนนี แทบสลายพระทัย เพราะความรักของแม่ที่กลัวจะสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แม่ ในโลกนี้ย่อมเข้าใจความรู้สึกของหัวใจในความเป็นแม่ด้วยกันว่า เมื่อต้องประสบกับเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้น จะเป็นความทุกข์ที่แสนสาหัสเพียงใด พระโอรสที่ยังเหลือ จึงเป็นความหวังที่จะต้องทรงปกป้องเอาไว้ ไม่ยอมให้สูญเสียไปอีก เพียงขอมีความสุขที่เหลืออยู่บ้าง ตามประสาแม่ลูกเท่านั้น ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ด้วยพระพักตร์ที่เรียบเฉย ไม่มีใครรู้ ว่าส่วนลึกของพระราชหฤทัยนั้นจะทรงเป็นความทุกข์โทมนัสเพียงใด พระองค์ทรงเก็บความรู้สึกส่วนพระองค์ไว้ในส่วนลึก และทรงทำหน้าที่พระมหากษัตริย์ โดยไม่ทรงเอาพระอารมณ์มาปะปน ระวังพระองค์ให้อยุ่ในกรอบของความยุติธรรม ศีลธรรม มโนธรรม และครองพระธรรม ความเปลี่ยนแปลงแห่งพระชะตา ที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีการรู้ล่วงหน้า จากพระอนุชาที่ทรงร่าเริงแจ่มใส แต่หลังจากวันแห่งวิปโยคผ่านไป ไม่มีใครจะได้พบรอยแย้มพระสรวลอย่างที่เคยเห็นแม้แต่น้อยอีกเลย

พระบาทพระเจ้าอยู่หัวในพระชนมายุ 18 พรรษา ไม่ได้มีวัยแห่งความสนุก ความเป็นอิสระที่วัยรุ่นทั่วไปมี ทรงต้องต่อสู้กับความทุกข์ เรียกพระสติ ความอดทน และเข้มแข็งให้กลับคืนสู่พระองค์เพราะขณะนั้นทรงเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีแม่และพี่ ที่จะทรงคุ้มครองให้ปลอดภัย

นับจากเวลานั้นจนถึงปี 2538 ตลอด 50 ปี ไม่ว่าพระองค์จะทรงงานหนักมากเพียงใด ภาพความรักความผูกพันระหว่างสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จแม่ สมเด็จพระบรมราชชนนี ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ จวบจนกระทั่งถึงวินาทีสุดท้ายที่ทรงอยู่ด้วยกัน

สมเด็จย่าท่านเคยรับสั่งนานมาแล้ว อย่างน้อยสิบปี รับสั่งว่า " แม่นี่นะ เกิดมานานแล้วก็แก่มากแล้ว ตอนนั้นแก่มากคือแปดสิบกว่าก็นับว่าแก่ แต่ทูลว่าแก่อย่างนี้ดี ยิ่งแก่ยิ่งดี เพราะว่าลูกหลานนี่นะ ถ้าพ่อหรือแม่แก่ ก็เป็นกำลังใจสำหรับลูกหลานว่าเค้ามีแม่ที่อายุยืน เราก็คงอายุยืนเหมือนกัน มีแม่ที่แข็งแรง เราก็คงแข็งแรงเหมือนกันก็เลยทูลแม่ว่า แม่ต้องรักษาตัว ทูลว่าแม่ต้องเสวยเพราะตอนนั้นเสวยนิดเดียวก็บอกว่าอิ่มแล้ว ท่านก็ผอมลงทุกที หมดแรงไม่หิว แล้วก็รับสั่งว่าแก่แล้วจะอยู่ทำไม ก็ทูลว่า อยู่สิ เป็นประโยชน์เป็นกำลังใจให้กับลูกหลาน "

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระพี่นาง ทรงจับชีพจรของสมเด็จย่าตลอดเวลา เพราะชีพจรค่อยๆอ่อนลง ขณะที่พระชีพจรกำลังจะหยุดเต้น พอสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาเสด็จเข้าไปยังห้องประทับ พระชีพจรกลับเต้นแรงขึ้นเหมือนทรงทราบว่าหลานรักเสด็จมา

เมื่อเวลา 21 นาฬิกา 17 นาที จึงสวรรคต ด้วยพระอาการสงบ ทรงหมดลมหายใจ ขณะที่พระกรของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงจับอยู่ตลอดเวลา

" ไปเฝ้าที่โรงพยาบาลเกือบทุกวัน และพระอาการไม่ค่อยดีนัก ในที่สุดพระอาการไม่ดีขึ้น หมดหนทางที่จะถวายเยียวยา หมอเราทำเต็มที่ก็เยียวยาอะไรไม่ได้ จนสวรรคต แต่ว่าเมื่อสวรรคตก็ดีใจอยู่อย่างว่าลูกของท่านทั้งสองก็อยู่ด้วย จับพระหัตถ์อยู่ แล้วหลานที่ท่านรักที่สุดเพราะว่าท่านเลี้ยงมาและหลานนั้นก็เลี้ยงท่าน ก็มาจับพระหัตถ์ด้วย ก็สามคนท่านก็สวรรคตอย่างสงบ "

15 ปีที่ผ่านมา อะไรบ้างที่ทำให้ “ในหลวง” ทรงพระสำราญ 3





พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ต้องทนทุกข์พระวรกายจากพระอาการที่พระปิฐิกัณฐกัฐิ หรือกระดูกสันหลังมานานนับสิบปี
ในปี 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระอาการก้าวพระบาทขวาไม่ถนัด คณะแพทย์ได้ถวายการตรวจพระวรกายพบว่า มีการกดทับเล็กน้อยของเส้นประสาท ที่แยกออกจากไขสันหลังระดับบั้นพระองค์

ปี 2546 แพทย์พบว่าช่องทางเดินของเส้นประสาทไขสันหลัง ระหว่างปล้องของกระดูกสันหลังแคบ

ปี 2548 แพทย์ได้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยวิธีกายภาพบำบัดจนถึงปี 2549

หลังจากงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสะดุดล้มลงขณะออกพระวรกาย หน้าตำหนักจิตรลดา แต่ทรงลุกยืนขึ้นด้วยพระองค์เอง ต่อมาคณะแพทย์จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ถวายการผ่าตัดขยายช่องทางเดินประสาท ของพระปิฐิกัณฐกัฐิ ระดับบั้นพระองค์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2549

จนถึงเดือน ตุลาคม 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องเสด็จเข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลศิริราชด้วยอาการอ่อนพระวรกายด้านขวา แพทย์ตรวจพบผิวพระสมองด้านซ้ายขาดเลือด แต่เป็นปลายปีนั่นเอง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องสะเทือนพระทัยครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

พี่สาวเคยบอกว่าถึงเวลาอายุ 80 ไม่ไหว ท่านอายุ 84 ท่านไม่ค่อยสบายก็เลยต้องพูดถึงท่าน ขอให้ท่านสบายและมีความสำเร็จในการรักษาตัว เดี๋ยวนี้มีเค้าเป็นผู้ใหญ่อยู่พระองค์เดียวคือพี่สาว คนอื่นไม่เป็นผู้ใหญ่แล้ว

ตลอดเวลาที่สมเด็จพระพี่นาง เสด็จเข้ารับการรักษาพระองค์ สิ่งที่เราเห็นมิได้ขาด คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมแทบทุกวัน ไม่ต่างจากเมื่อครั้ง ที่พระองค์เสด็จเยี่ยมสมเด็จย่า จนถึงวันที่ 2 มกราคม 2551 ที่สายใยสุดท้ายของสี่พระองค์ในราชสกุลมหิดล ก็ได้หลุดลอยไปจากพระองค์

63 ปีที่ในหลวงทรงงานอย่างหนักเพื่อคนไทย ไม่เป็นที่กังขาเลยว่า ตลอดระยะเวลานั้น สิ่งที่ทำให้ในหลวงทรงแย้มพระสรวลได้ก็คือ รอยยิ้มพสกนิกรในแผ่นดินของพระองค์นั่นเอง

" โครงการพระราชดำริ ดำริเพื่อใคร ไม่ใช่สมเด็จพระนางเจ้า ไม่ใช่สมเด็จพระบรม สมเด็จพระเทพ หรือเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่ แต่เพื่อประชาชน ถึงเวลาที่เราต้องลุกขึ้นมา คิดถึงตัวเรา ว่าเราจะทำอะไร ถวายท่านได้บ้าง "

ในค่ำคืนนี้เราสำนักข่างทีนิวส์ขอเป็นสื่อกลางบอกกล่าวถึงพี่น้องคนไทยทุกคนว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อเฉลิมฉลองวันมหามงคลวันที่ 9 เดือน 9 เวลา 9 นาฬิกา 9 นาที ขอเราทั้งหลายได้โปรดร่วมกันถวายความสุขตอบแทนแด่พระองค์บ้างด้วยสิ่งง่ายๆก็คือ ช่วยกันสร้างรอยยิ้มให้กลับคืนสู่สังคมไทยด้วยการก้าวข้ามหัวใจที่มีอคติต่อกัน และนั่นคงเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่เคารพสักการะยิ่งของพวกเราทุกคน



ที่มา : สำนักข่าวเจ้าพระยา


Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



- ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 6th December 2019 - 05:44
โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เกาะช้าง:: สถานที่ท่องเที่ยว :: กระบี่ สถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจ :: ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน :: เกาะสมุย สวรรค์ทะเลอ่าวไทย :: ประวัติสุนทรภู่ :: เทคนิคการถ่ายภาพ :: ดอยอินทนนท์
Design by: IPB 2.3 Skins & Web Browsers News ของเล่นไม้ Plantoys