IPB
Thailand Travel Information :: English Version ::
เว็บไซต์แนะนำ: รวมฮาวทู เทคนิค DIY ต่างๆทุกๆเรื่องที่คุณอยากรู้

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

> :: เรื่องน่ารู้ :: ประวัติสุนทรภู่ ยอดกวีแห่งแผ่นดินสยาม เนื่องในวันสุนทรภู่ปีนี้, ชีวประวัติ ผลงานวรรณกรรม ของสุนทรภู่
อี๊ดคุง
โพสต์ Jun 12 2007, 23:10
โพสต์ #1


...ฅนค้น..ใคร...
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 3,362
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-Sep-06
หมายเลขสมาชิก : 1
Point : n/a Point
Ticket : n/a Point



ภาพที่แนบมา

ประวัติสุนทรภู่

วัยเด็ก (พ.ศ.๒๓๒๙ - ๒๓๔๙) แรกเกิด - อายุ ๒๐ ปี

พระสุนทรโวหาร (ภู่) มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร ์ เมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาสองโมงเช้า ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย
สุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าจากกัน ฝ่ายบิดากลับไปบวชที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดา คงเป็นนางนมพระธิดา ในกรมพระราชวังหลัง (กล่าวกันว่าพระองค์เจ้าจงกล หรือเจ้าครอกทองอยู่) ได้แต่งงานมีสามีใหม่ และมีบุตรกับสามีใหม่ ๒ คน เป็นหญิง ชื่อฉิมและนิ่ม ตัวสุนทรภู่เองได้ถวายตัว เป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก

สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่ม เกิดรักใคร่ชอบพอ กับนางข้าหลวง ในวังหลัง ชื่อแม่จัน ครั้นความทราบถึง กรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน

เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณ ที่จะมีการ ปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่ พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ ชั้นสูงเมื่อเสด็จสวรรคต หรือทิวงคตแล้ว แม้จะพ้นโทษ สุนทรภู่และจันก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี ดังความตอนหนึ่งในนิราศเมืองแกลงว่า

"จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"

แต่เจ้านายท่านใดใช้ไป และไปธุระเรื่องใดไม่ปรากฎ อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต กว่าจะกลับมากรุงเทพฯ ก็ล่วงถึงเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๓๔๙


วัยฉกรรจ์ (พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙) อายุ ๒๑ - ๓๐ ปี

หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสองค์เล็ก ของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ในช่วงนี้ สุนทรภู่ก็สมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยา

สุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้ แต่งงานได้ไม่นาน ก็เกิดระหองระแหงกับแม่จัน ยังไม่ทันคืนดี สุนทรภู่ก็ต้อง ตามเสด็จพระองค์เจ้า ปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชา สุนทรภู่ได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี พ.ศ.๒๓๕๐

สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอก ทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย

ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไป เพชรบุรี ทำไร่ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาคในพระราชวังหลัง ดังความตอนหนึ่งในนิราศ เมืองเพชร ที่ท่านย้อนรำลึกความหลัง สมัยหนุ่ม ว่า

"ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย
มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล มาทำไร่ทำนา ท่านการุญ"



รับราชการครั้งที่ ๑ (พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๖๗) อายุ ๓๐ - ๓๘ ปี

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของ พระองค์ ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำจนได้ที่ เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละคร ขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มีเรื่องอิเหนาและเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น

มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณี บัตรสนเท่ห์นั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คน แม้แต่ นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิต ด้วย มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้ นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่ มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียน และเวียนใจอยู่กับเรื่องความรัก ที่ไหนจะมี เวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง

(กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์ เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เขียนไว้ในหนังสือ "เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้า รับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งข้าพเจ้า พิเคราะห์ดูก็เห็นน่าจะจริง ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ)

อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บทชมรถทศกัณฐ์ว่า

"๏ รถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดงแดน พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ"

ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็นึกไม่ออก
จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งต่อว่า


"นทีตีฟองนองระลอก กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา"


กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก นับแต่นั้นก็นับสุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วย
อีกคนหนึ่ง ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่ท่าช้าง และให้มีตำแหน่งเฝ้าฯ เป็นนิจ
แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน

ภาพที่แนบมา


ออกบวช (พ.ศ.๒๓๖๗ - ๒๓๘๕) อายุ ๓๘ - ๕๖ ปี

วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิต ได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษา ในราชสำนักก็หมดวาสนาไปด้วย

"ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มา จนตลอดรัชกาลที่ ๒ ... "

จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย ประกอบกับ ความอาลัยเสียใจหนักหนาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนอง พระมหากรุณาธิคุณ สุนทรภู่ได้เผยความในใจนี้ ในตอนหนึ่ง ของนิราศภูเขาทอง ว่า

"จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"

เมื่อบวชแล้ว ท่านได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เล่ากันว่า ท่านได้เดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่นเมืองพิษณุโลก เมืองประจวบคีรีขันธ์ จนถึงเมืองถลางหรือภูเก็ต และเชื่อกันว่า ท่านคงจะเขียนนิราศเมืองต่างๆ นี้ไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ ยังค้นหาต้นฉบับไม่พบ

ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้ง เมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะ ไปค้นหา ทำให้เกิด นิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณ ปี พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้าย ว่าชะตาขาด จะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่งเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราว ในชีวิตของท่านอีก เป็นอันมาก จากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย



รับราชการครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๘๕ - ๒๓๙๘) อายุ ๕๖ - ๖๙ ปี

เมื่อสึกออกมา สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรง พระยศเป็นสมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ ไปอยู่พระราชวังเดิมด้วย ต่อมา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตา อุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัย ในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยังแต่งเรื่อง สิงหไตรภพถวายกรมหมื่น อัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง

แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะที่ท่านมีอายุ ได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี

ภาพที่แนบมา

ประวัติส่วนตัว


ชื่อ พระสุนทรโวหาร นามเดิม ภู่
วันเกิด วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2329
ถึงแก่กรรม ปีพ.ศ. 2398


ผลงานวรรณกรรมของสุนทรภู่

นิราศ
๑. นิราศเมืองแกลง แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๕๐ ตอนต้นปี
๒. นิราศพระบาท แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๕๐ ตอนปลายปี
๓. นิราศภูเขาทอง แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๗๑
๔. นิราศเมืองสุพรรณ (โคลง) แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๘๔
๕. นิราศวัดเจ้าฟ้า ฯ แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๗๕
๖. นิราศอิเหนา
๗. นิราศพระแท่นดงรัง
๘. นิราศพระประธม
๙. นิราศเมืองเพชร แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๘๘-๒๓๙๒
นิทาน
๑. เรื่องโคบุตร แต่งในราวรัชกาลที่ ๑
๒. เรื่องพระอภัยมณี แต่งในราวรัชกาลที่ ๒-๓
๓. เรื่องพระไชยสุริยา แต่งในราวรัชกาลที่ ๓
๔. เรื่องลักษณวงศ์ (มีสำนวนผู้อื่นแต่งต่อ และไม่ทราบเวลาแต่ง)
๕. เรื่องสิงหไตรภพ แต่งในราวรัชกาลที่ ๒

สุภาษิต
๑. สวัสดิรักษา แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๔-๗
๒. เพลงยาวถวายโอวาท แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๗๓
๓. สุภาษิตสอนหญิง แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๐-๒๓๘๓

บทละคร
๑. เรื่องอภัยณุราช

บทเสภา
๑. เรื่องขุนช้างขุนแผนตอนกำเนิดพลายงาม แต่งในรัชกาลที่ ๒
๒. เรื่องพระราชพงศาวดาร แต่งในรัชกาลที่ ๔

บทเห่กล่อม
๑. เห่เรื่องจับระบำ
๒. เห่เรื่องกากี
๓. เห่เรื่องพระอภัยมณี
๔. เห่เรื่องโคบุตร

รวมวรรณกรรมของสุนทรภู่ ทั้งหมด ๒๔ เรื่อง

ทั้งหมดคือเรื่องราว และประวัติสุนทรภู่ ซึ่งรวมถึงผลงานวรรรกรรมของสุนทรภู่ ให้ทุกท่านที่ผ่านเข้ามาได้ศึกษากันครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
 
Start new topic
คำตอบ
อี๊ดคุง
โพสต์ Apr 21 2010, 09:15
โพสต์ #2


...ฅนค้น..ใคร...
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 3,362
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-Sep-06
หมายเลขสมาชิก : 1
Point : n/a Point
Ticket : n/a Point



ประวัติย่อ สุนทรภู่ เกิด-ตาย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
สุนทรภู่ มีชีวิตวนเวียนอยู่ใน “วัง” กับ “วัด” เริ่มตั้งแต่ เกิด-วังหลัง สมัยรัชกาลที่ 1 โต-วังหลวง สมัยรัชกาลที่ 2 บวช-วังหลวง สมัยรัชกาลที่ 3 และตาย-วังหน้า สมัยรัชกาลที่ 4

เกิด-วังหลัง สมัยรัชกาลที่ 1
วันที่ 26 มิถุนายน 2329
(ตรงกับวันจันทร์ชึ้น 1 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 2 โมงเช้า ในแผ่นดินรัชกาลที่ 1)
พ.ศ. 2329-2352 (อายุ 1-23 ปี) ตั้งแต่กำเนิดเมื่อต้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2325-2352 ) จนตลอดสิ้นแผ่นดิน ในระยะนี้ สุนทรภู่เป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง

พ.ศ. 2349 กรมพระราชวังหลังทิวงคต สุนทรภู่ก็ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ (ลูกเธอในกรมพระราชวังหลัง) ขณะทรงผนวชอยู่วัดระฆังฯ

พ.ศ. 2350 อายุราว 21 ปี ตอนต้นปีไปหาบิดาที่เมืองแกลง แต่งนิราศเมืองแกลง ตอนปลายปี ตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระบาท แต่ง นิราศพระบาท (เล่ากันว่าสุนทรภู่แต่งนิทานเรื่องโคบุตรก่อนไปเมืองแกลงและแต่งเรื่อง ลักษณวงศ์ ก่อนเข้ารับราชการ)

โต-วังหลัง สมัยรัชกาลที่ 2
พ.ศ. 2352-2367 (อายุ 23-38 ปี) ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เสวยราชย์ จนถึงสวรรคต (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2352-2367) สุนทรภู่เข้ารับราชการเป็นที่โปรดปราน และได้เป็นขุนสุนทรโวหาร ในกรมพระอาลักษณ์ ได้รับพระราชทานให้อยู่เรือนแพริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงท่าช้างวังหลวง

เล่ากันว่าช่วงนี้สุนทรภู่แต่งเรื่อง สิงหไตรภพ (ตอนต้น) แต่งเรื่องพระอภัยมณี (ตอนต้น) และแต่งเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม

บวช-วังหลวง สมัยรัชกาลที่ 3
พ.ศ. 2367-2385 (อายุ 38-56 ปี) ตั้งแต่บวชจนสึก รวม 17 ปี อยู่ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2367-2394)

พ.ศ. 2371 อายุ 42 ปี ไปอยู่อยุธยา แต่งนิราศภูเขาทอง
พ.ศ. 2372 อายุ 43 ปี เจ้าฟ้ากลางกับเจ้าฟ้าปิ๋วมาเป็นลูกศิษย์ แต่งเพลงยาวถวายโอวาท
พ.ศ. 2374 อายุ 45 ปี ไปเพชรบุรี แต่งนิราศเมืองเพชร
พ.ศ. 2375 อายุ 46 ปี ไปอยุธยา แต่งนิราศวัดเจ้าฟ้า (สำนวน “เณรหนูพัด”)
พ.ศ. 2379 อายุ 50 ปี ไปสุพรรณบุรี แต่งนิราศสุพรรณ (คำโคลง)
พ.ศ. 2380 อายุ 51 ปี ต่อเรื่องพระอภัยมณี
พ.ศ. 2383 อายุ 54 ปี ต่อเรื่องสิงหไตรภพ
พ.ศ. 2384 อายุ 55 ปี ไปพระประธม (นครไชยศรี) แต่ง นิราศพระประธม
พ.ศ. 2385 อายุ 56 ปี แต่งรำพันพิลาป แล้วลาสิกขา
ระหว่างบวชเป็นพระอยู่วัดเทพธิดาราม ได้แต่งกาพย์ลำนำเรื่องพระไชยสุริยา และอาจได้แต่งนิราศอิเหนา เห่กล่อมพระบรรทม และพระอภัยมณี ส่วนเห่เรื่องอื่นๆ อาจแต่งแต่ในรัชกาลที่ 2

ตาย-วังหน้า/วังเดิม สมัยรัชกาลที่ 4
พ.ศ. 2385-2398 (อายุ 56-69) อยู่ในช่วงปลายแผ่นดินรัชกาลที่ 3 จนถึงต้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2394-2411) เมื่อสึกแล้วสุนทรภู่ได้ไปอยู่กับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ราชวังเดิม (ขณะนั้นดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรศรังสรรค์ แต่เรียกกันเป็นสามัญว่า “เจ้าฟ้าน้อย”)

เมื่อรัชกาลที่ 4 เสวยราชย์สมบัติ “เจ้าฟ้าน้อย” ได้รับบวรราชาภิเษก ได้ทรางแต่งตั้งให้สุนทรภู่เป็น พระสุนทรโวหาร อาลักษณ์ในกรมพระราชวังบวรฯ เข้าใจว่าได้แต่งเรื่อง สวัสดิรักษา และเสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร

สุนทรภู่ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2398 อายุ 69 ปี มีผู้จำได้ว่าถึงแก่กรรมที่บ้านสวนบางระมาด ในคลองบางกอกน้อย แล้วทำศพที่ว่าชิโนรสฯ ริมคลองมอญ ธนบุรี

S-002.pdf
สุนทรภู่ เกิดอยู่ “วังหลัง” คนบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี
สุนทรภู่เกิดที่ “วังหลัง” เมื่อ 26 มิถุนายน 2329 สมัยรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์
บิดามารดาชื่ออะไร? ไม่มีหลักฐาน แต่มีเอกสารระบุว่ามารดาเป็น “แม่นม” ของลูกเธอ (ในกรมพระราชวังหลัง) พระนามว่า พระองค์เจ้าจงกล

สุนทรภู่อยู่กับแม่ในวังหลังตั้งแต่เกิดจนโต ท่านเขียนบอกไว้เองในนิราศพระประธม (ประปฐมเจดีย์ที่นครปฐม) เมื่อนั่งเรือผ่านวังหลังว่า

ดูวังหลังยังไม่ลืมที่ปลื้มจิต
เคยมีมิตรมากมายทั้งชายหญิง
มายามดึกนึกถึงที่พักพิง
อนาถนิ่งน้อยหน้าน้ำตานอง

อีกคราวหนั่งเมื่อผ่านเข้าปากคลองบางกอกน้อย สุนทรภู่ยังอาลัยอาวรณ์ถึงวังหลังว่าเป็นบริเวณ “บ้านเก่า เหย้าเรือนแพ พวกพ้อง” ดังนี้

วังหลังครั้งหนุ่มเหน้า เจ้าเอย
เคยอยู่ชูชื่นเชย ค่ำเช้า
ยามนี้ที่เคยเลย ลืมพักตร์ พี่แฮ
ต่างชื่นอื่นแอบเคล้า คลาดแคล้ว แล้วหนอ

คิดคำรำลึกไว้ ใครเตือน
เคยรักเคยร่วมเรือน ร่วมรู้
อย่าเคืองเรื่องเราเยือน ยามแก่ แม่เอย
ใครที่มีชู้ชู้ ช่วยช้ำ คำโคลง
(นิราศสุพรรณ)

สุนทรภู่มีชีวิตอยู่วังหลัง ตรงปากคลองบางกอกน้อย ตั้งแต่เกิดจนโต แลอยู่ใน “เรือนแพ”ที่ปากคลอง เพราะท่านเขียนบอกไว้เอง

เหตุการณ์ในโลกก่อนสุนทรภู่เกิด อังกฤษเข้าครอบครองอินเดียแล้ว และกำลังแสวงหาเมืองท่าและเมืองขึ้นทางอุษาคเนย์ มาถึงปีนัง สิงคโปร์ แล้วรุกเข้าพม่าทางชายแดนตะวันตกด้านเมืองยะไข่ (ติดกับอินเดีย)

สหรัฐประกาศอิสรภาพ (1766/2309) และ “ปฏิวัติอุตสาหกรรม” ในอังกฤษ ประดิษฐ์เครืองจักรไอน้ำแทนคนและสัตว์ (1780s/2323) ครั้นต้นปีที่สุนทรภู่เกิด พ.ศ. 2329 มีศึกพม่าที่ท่าดินแดง (กาญจนบุรี) รัชกาลที่ 1 เสด็จยกทัพไปขับไล่พม่าได้สำเร็จ แล้วมีพระราชนิพนธ์ กลอนเพลงยาวนิราศรบพม่าท่าดินแดง นับเป็นนิราศเรืองแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ในปีนี้เริ่มแปลและเรียบเรียบพงศาวดารมอญเรื่อง ราชาธิราช

S-003.pdf
“บ้านเก่าเหย้าเรือนแพ” ปางคลองบางกอกน้อย
สุนทรภู่มีชีวิตอยู่ “วังหลัง” ตรงปากคลองบางกอกน้อย ตั้งแต่เกิดจนโต และอยู่ใน “เรือนแพ” ที่ปากคลอง เพราะท่านเขียนไว้เองว่า

เลี้ยวทางบางกอกน้อย ลอยแล
บ้านเก่าเหย้าเรือนแพ พวกพ้อง
เหงียบเหง่าเปล่าอกแต ดูแปลก แรกเอย
รำลึกนึกรักร้อง เรียกน้อง ในใจ
(นิราศสุพรรณ)

คราวนั่งเรือตอนกลางดึกไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ที่เมืองนครชัยศรี (จังหวัดนครปฐม) เมือ พ.ศ. 2385 (แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3) สุนทรภู่เขียนบอกว่าญาติสนิทมิตรสหายชายหญิงอยู่ในวังหลังมากมาย ดังนี้

จนนาวาคลาคล่องเข้าคลองกว้าง
ตำบลบางกอกน้อยละห้อยหวน
ตลาดแพแลตลอดเขาทอดพวน
แลแต่ล้วนเรือตลาดไม่ขาดคราว
ทุกเรือแพแลลับระงับเงียบ
ยิ่งเย็นเยียบยามดึกในนึกหนาว
ในอากาศกลาดเกลื่อนด้วยเดือนดาว
เป็นลมว่าวเฉื่อยฉิวหวิวหวิวใจ
โอ้บางกอกกอกเลือดให้เหือดโรค
แต่ว่าโศกนี้จะกอกออกที่ไหน
แม่ได้แกว้วแววตามายาใจ
แล้วก็ไม่พักกอกดอกจริงจริง
ดูวังหลังยังไม่ลืมที่ปลื้มจิต
เคยมีมิตรมากมายทั้งชายหญิง
มายามดึกนึกถึงที่พึ่งพิง
อนาถนิ่งน้อยหน้าน้ำตานอง
(นิราศพระประธม)

S-004.pdf
วังหลัง เป็นของ “หลาน” รัชกาลที่ 1
เมื่อปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ วันที่ 6 เมษายน 2325 แล้ว รัชกาลที่ 1 โปรดให้สถาปนา “เครือญาติ”และ “ข้าหลวงแผ่นดิน” ที่มีความดีความชอบขึ้นเป็นเจ้า

ครั้งนั้นโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) เจ้าเมืองนครราชสีมา (สมัยพระเจ้าตาก) ซึ่งเป็น “ลูก” ของ “พี่สาว” (คือพระพี่นางองค์โต) ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ หรือ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข คือ “วังหลัง” แล้วพระราชทานที่ดินบริเวณสวนลิ้นจี่ ปากคลองบางกอกน้อย (ย่านศิริราช และสถานีรถไฟธนบุรีทุกวันนี้) ให้เป็นที่ประทับเรียกว่า วังหลัง แล้วทิวงคตเมือ พ.ศ. 2349

เมื่อสิ้นเจ้านาย วังหลังค่อยๆ เสื่อมสลายรกร้าง บางส่วนที่ยังมีเชื้อพระวงศ์ตั้งบ้านเรือนก็ถูกเวนคืนเป็นโรงพยาบาลศิริราชบ้าง เป็นถนนนอรุณอมรินทร์บ้าง

ขอบเขตวังหลัง คือย่านโรงพยาบาลศิริราช ด้านตะวันออกอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามวังหน้า (คือบริเวณที่เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ด้านตะวันตก ถึงถนนอรุณอมรินทร์ สุดแนวคูเมืองธนบุรี (เดิม) ด้านตะวันตก หรือคลองวัดวิเศษการ ด้านใต้ ถึงวัดระฆังฯ ด้านเหนือ ถึงคลองบางกอกน้อย ครอบคลุมบริเวณสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ทั้งหมด

คลองบางกอกน้อย เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมที่ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมมาเก่าแก่ก่อน พ.ศ. 2085 (แผ่นดินสมเด็จพระไชยราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยา)

ปีที่สุนทรภู่เกิด กรมพระราชวังหลังเกณฑ์พ่อสุนทรภู่ไปรบในสงครามกับพม่าที่ท่าดินแดงตั้งแต่ต้นปี คราวนี้เองที่รัชกาลที่ 1 ทรงมีพระราชนิพนธ์กลอนแพลงยาวนิราศรบพม่าที่ท่าดินแดง

s-005.pdf
“ตลาดแพ” และชุมชนชาวสวน
บริเวณปากคลองบางกอกน้อยเป็นย่าตลาดแพ และเรือตลาด อย่างที่รู้จักกันในสมัยนี้ว่า ตลาดน้ำ

ตลาดแพยุคสุนทรภู่มีทั้งที่เป็นแพติดกันเป็นพืด กับมีเรือบรรทุกสินค้ามาจอดขายแน่นขนัด ตั้งแต่หัวโค้งตรงที่สบกับแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วต่อเนื่องลึกเข้าไปในคลอกบางกอกน้อย ผ่านสถานีรถไฟปัจจุบัน และบ้านบุตีขันลงหิน ผ่านวัดทองคือวัดสุวรรณาราม ผ่านวัดชีปะขาวคือวัดศรีสุดาราม จนถึงบางบำหรุ ก็หมดแพ หรือแพเบาบางลง สองฝั่งคลองเต็มไปด้วยเรือกสวน เพราะสุนทรภู่เขียนบอกว่า

บางบำหรุเหมือนบำรุบำรุงรัก
จะพึ่งพักตร์พิศวาศเหมือนมาดหมาย
ไม่เหมือนนึกตรึกตรองเพราะสองราย
เห็นฝักฝายเฟือนลงด้วยทรงโลม
พอสิ้นแพแลล้วนสวนสงัด
พายุพัดฮือฮือกระพือโหม
ยิ่งดึกดาววาววามดังตามโม
น้ำค้างโทรมแสนหนาวให้เปล่าใจ
(นิราษพระประธม)

ทั้งหมดนี้แสดงว่าครั้งนั้นมีเรือนแพตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อย อยู่ต่อเนื่องเข้าไปไกลลึก มีผู้คนค้าขายและทำสวนอยู่มาก

เมื่อสุนทรภู่เป็นชาวหวังหลังอยู่เรือนแพปากคลองบางกอกน้อย ชีวิตประจำวันย่อมเกี่ยวข้อสัมพันธ์กับผู้คนในตลาดแพและชุมชนท้องถ่านย่านคลองบางกอก
น้อย รวมถึงย่านใกล้เคียงที่เป็นชาวสวน เพราะเดินเข้าสวนไปๆ มาๆ เสมอๆ

สุนทรภู่ยังเที่ยวล่องท่องเล่นในสวนของเจ้านายด้วย เพราะเขียนบอกไว้ว่าเมื่อยังเด็กน้อยเคยตามเสด็จกรมพระราชวังหลังไปสวนหลวง ในคลองบางกอกน้อย เลยวัดชีปะขาวไป จนบางบำหรุ บางระมาด ถึงสวนหลวง ว่า

สวนหลวงแลสว่างล้วน พฤกษา
เคยเสด็จวังหลังมา เมื่อน้อย
ข้าหลวงเล่นปิดตา ต้องอยู่ โยงเอย
เห็นแต่พลับกับสร้อย ซ่อนซุ้ม คลุมโปง
(นิราศสุพรรณ)

ในชุมชนชาวสวนริมคลองบางกอกน้อย มีย่านทำโลหะสืบจากยุคก่อนๆ อยู่ด้วย ชื่อบ้านบุ สุนทรภู่นั่งเรือผ่านคราวหนึ่งจึงแต่งโคลงพรรณนาถึงความรักที่เคยมีปัญหาว่า

ยลย่านบ้านบุตั้ง ตีขัน
ขุกคิดเคยชมจันทร์ แจ่มฟ้า
ยามยากหากปันกัน กินซีก ฉลีกแฮ
มีคู่ชูชื่นหน้า นุชปลื้มลืมเดิม

เสียดายสายสวาทโอ้ อาวรณ์
รักพี่มีโทษกรณ์ กับน้อง
จำจากพรากพลัดสมร เสมอชีพ เรียมเอย
เสียนุชดุจทรางต้อง แต่ฟ้าผ่าสลาย
(นิราศสุพรรณ)
Go to the top of the page
 
+Quote Post

โพสต์ในหัวข้อนี้


Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



- ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 6th March 2021 - 03:25
โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เกาะช้าง:: สถานที่ท่องเที่ยว :: กระบี่ สถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจ :: ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน :: เกาะสมุย สวรรค์ทะเลอ่าวไทย :: ประวัติสุนทรภู่ :: เทคนิคการถ่ายภาพ :: ดอยอินทนนท์
Design by: IPB 2.3 Skins & Web Browsers News ของเล่นไม้ Plantoys