IPB
Thailand Travel Information :: English Version ::
เว็บไซต์แนะนำ: รวมฮาวทู เทคนิค DIY ต่างๆทุกๆเรื่องที่คุณอยากรู้

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 
Reply to this topicStart new topic
> การถ่ายภาพ Still Life
ศรศักดิ์ ศักดิ์บ...
โพสต์ May 22 2009, 14:35
โพสต์ #1


Freshy
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 5
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-Apr-09
หมายเลขสมาชิก : 869




สวัสดีครับ ไม่ได้แวะมาซะนาน วันนี้ผ่านมาก็เลยนำบทความเก่าๆมาฝากไว้หนึ่งชิ้น เห็นหลายคนถ่ายคล้ายๆแนวนี้อยู่...หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

ทุกบทความที่ผมได้เขียน ถ้าไม่ได้มาจากการทำรายงานในระยะที่ยังเรียนถ่ายภาพอยู่ ก็จะมาจากประสบการณ์ภายหลัง และ/หรือจากที่มีผู้ถามมาแล้วผมค้นหาข้อมูลมาตอบให้ จะไม่มีการแปลหรือลอกมาจากนิตยสารแน่นอน บทความอาจจะคล้ายกันในบางเรื่อง แต่เรื่องของการถ่ายภาพ มันไม่ได้มีมากครับ วนไปวนมา เดี๋ยวก็กลับไปที่เดิม...จากจุดเริ่มต้น

บทความนี้ได้รับการนำไปลงใน web ต่างๆหลายแห่ง แต่ที่ซึ่งผมเป็นผู้นำมาลงให้เอง ก็จะมีที่ www.bwthai.org (ซึ่งได้ลงไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว และได้นำมาลงใหม่ เมื่อทำการปรับปรุง web เมื่อ 3 ปี ที่แล้ว หลังจาก web ล่มและเสียข้อมูลไปมาก) กับที่นี่ครับ



Still Life

มีหลายคนได้เคยถามผมบ่อยๆว่า Still Life แปลว่าอะไร ผมก็ตอบไปว่าไม่รู้และผมคงจะหาคำแปลให้ไม่ได้ รู้แต่ว่ามันเป็นแนวหนึ่งของการวาดภาพ และถ่ายภาพที่มีมาแสนจะเนิ่นนานมาแล้ว ศิลปินจะจัดฉาก จัดเป็นเซ็ท (set up) จะมีฉากหลังหรือไม่มีก็แล้วแต่ จะสรรหาสิ่งของ (props) ต่างๆเท่าที่จะหาได้มาจากข้างนอก หรืออาจจะนำสิ่งของที่จะใช้เป็นแบบในการวาดหรือถ่ายมาจากในบ้าน ในครัว เช่นเสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัวอย่างบ้าง ของใช้ในครัวเรือน อย่างเช่น จาน-ชาม แก้ว แจกัน บ้าง หรือว่าของกิน อย่างเช่น ผลไม้ อาหารที่ยังไม่ได้ปรุงบ้าง ที่ปรุงเสร็จแล้วบ้าง หรืออาจจะเป็นดอกไม้ ฯลฯ นำมาจัดตามรสนิยม หรือในแนวที่แต่ละคนต้องการ การจัดเซ็ทจะสามารถทำได้ทั้งการจัดในสตูดิโอ หรือภายนอกสถานที่ ไม่สำคัญว่าจะเป็นเซ็ทที่มีสิ่งของใช้เป็นแบบนับเป็นสิบๆอย่าง หรือว่าเพียงอย่างเดียว หรือสองอย่าง แต่การจัดหรือการออกแบบของแต่ละเซ็ท มักจะเป็นเรื่องของการใช้สิ่งของที่มีความสัมพันธ์ มีความคล้องจองและต่อเนื่องกัน หรือว่าบางครั้งอาจจะค้านกัน แต่จะมีการแสดงให้เห็นถึงความรู้และความสามารถในการใช้แสงอย่างชัดเจน ซึ่งจะสังเกตเห็นได้จากการให้แสงที่ไปต้องพื้นผิวของสิ่งของ หรือวัสดุในฉาก การให้แสง ที่จะทำให้สามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการเน้นได้อย่างชัดเจน ในส่วนที่เป็นเงาด็จะไม่มืดทึบ สามารถเห็นรายละเอียดได้เป็นอย่างดีหรือเท่าที่ต้องการแสดง


เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเป็นเจ้าของพจนานุกรม "ศัพท์บัญญัติวิชาการถ่ายภาพ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน" ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ขึ้นมาเมื่อ 2530 ได้ให้ความหมายของคำว่า Still Life ไว้ว่า
1. ภาพหุ่นนิ่ง
2. ภาพชีวลักษณ์ [มีความหมายเหมือน table top ซึ่งมีความหมายว่าภาพเลียนธรรมชาติ]

และด้วยความที่ระดับความรู้ในภาษาไทยที่จำกัดของผม ซึ่งไม่ได้มีลึกซึ้งพอที่จะเข้าใจคำแปล ก็งงอยู่นานพอสมควร และหากว่าผมไม่ได้รับรู้มาก่อนว่า Still Life คืออะไร ผมก็คงจะไม่เข้าใจในคำแปลแน่นอน และก็คงจะงงกับคำว่า “ภาพชีวลักษณ์” เอามากๆไปอีกนาน เพราะไม่รู้จริงๆว่ามันแปลว่าอะไร หาที่ไหนก็ไม่พบ แม้แต่จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งผมมีอยู่ในครอบครองถึงสองเล่ม รวมทั้งที่เข้าไปหาใน website อีก จนกระทั่งหลังๆนี้ผมเลิกหาแล้ว...ผมอยากจะใช้เนื้อที่ตรงนี้อธิบายให้พวกเราได้รู้แล
ะได้เข้าใจว่า Still Life คืออะไร และเราจะเสียเวลาถ่ายภาพแบบ Still Life ไปทำไม เพื่ออะไร และจริงๆแล้ว Still Life มันควรจะเป็นภาพอย่างไรกันแน่ หรือว่าเราควรจะแสดงให้ผู้ชมเห็นอะไรในภาพแนว Still Life มากกว่าการคิดค้นหาคำแปลมาให้ ซึ่งผมคงจะทำได้ไม่ดีนัก ... นะครับ

ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยในการที่เราจะทำความเข้าใจในความหมายของคำว่า Still Life หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการถ่ายภาพแนวนี้ก็ตาม หากว่าเราเข้าใจในจุดประสงค์ของมันดีขึ้น ผู้ที่กำลังศึกษาทางด้านศิลปะ หรือที่ได้เคยศึกษาทางด้านศิลปะมาแล้ว คงจะเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ซึ่งก็คงจะมากกว่าผมด้วยซ้ำไป ส่วนใครที่พอจะมีภูมิหลังในเรื่องของงานศิลปะ หรือว่ามีความเข้าใจในเรื่องศิลปะอยู่บ้าง ก็คงจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้นกว่าผู้ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ไม่เคยผ่านในเรื่องของงานศิลปะมาก่อน จะเข้าใจยากกว่า หรือผลิตงานได้ไม่ดีเท่า...เพียงแต่ว่าอาจจะใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับเจตนารมณ์ ในประเภทของงาน นานกว่าเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องที่ว่าใครจะถ่ายภาพได้ดีกว่ากัน หรือว่าถ่ายได้ดีในระดับใดนั้น เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา หาความรู้และหาประสบการณ์กันเอาเอง ไม่มีใครบอกให้ได้ว่า จะต้องถ่ายอย่างไรจึงจะดีกว่า...จะบอกหรือแนะนำให้ได้ก็เพียงแค่แนวคิด และแนวทางเท่านั้น


เพื่อที่จะให้เป็นที่เข้าใจง่ายขึ้น สำหรับทุกๆคน จึงอยากจะขอเกริ่น ที่มาและที่ไป ของ Still Life เพียงย่อๆ ซักเล็กน้อย เพื่อที่เราจะได้รับทราบ และเข้าใจจุดประสงค์ของการวาดภาพ หรือการถ่ายภาพ Still Life ว่าทำไปเพื่อเหตุผลอันใดบ้างโดยที่จะไม่เข้าไปแตะ หรือล้ำลึกเข้าไปถึงประวัติของ Still Life หรือนำภาพ นำชื่อของบุคคล ที่เป็นที่รู้จักกันในเรื่องของ Still Life มาเกี่ยวข้อง เอาแต่เรื่องที่จะเกี่ยวกับความหมายเป็นหลัก...แม้ความหมาย หรือจุดประสงค์ของการถ่ายภาพ Still Life ในปัจจุบันจะได้เปลี่ยนไปบ้างพอสมควรแล้วก็ตาม ซึ่งก็เป็นไปตามกาลเวลา ดังเฉกสิ่งอื่นๆทั่วไป... หากใครสนใจจริงๆ ผมขอแนะนำให้ลองศึกษาดูจากภาพวาดและภาพเขียน จากหนังสือ หรือว่าบน internet ขอเน้นว่า ภาพวาดและภาพเขียน นะครับ ผมเชื่อแน่ว่ามันจะช่วยปรับปรุงการมองให้ได้อย่างมากมาย


Still Life เป็นงานที่เริ่มมาจากภาพวาด และภาพเขียน (Painting และ Drawing) ตั้งแต่ในสมัยศตวรรษที่ 15 แต่มาโด่งดังเอาเมื่อในช่วงศตวรรษที่ 17 โดยเหล่าจิตกรชาว Dutch ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในการในฝีมือ และชื่อเสียงมากในเรื่องของการใช้ subjects ในเรื่องของการใช้แสง และการจัดองค์ประกอบในงานวาด (Lighting and Composition) และได้เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปภายใต้คำว่า Dutch Masters ซึ่งจิตกรชาว Dutch เหล่านั้นได้ผลิตงานในแนว Still Life ที่มีความสวยงามเอาไว้มากมาย เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความสามารถพิเศษ และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งที่จะใช้ ในเรื่องของการจัดเป็นองค์ประกอบ ในเรื่องของการใช้พื้นที่ และในเรื่องของการใช้แสง ซึ่งทำได้ดีกว่าจิตกรชาติอื่นๆ ในยุคนั้น สมัยนั้นเป็นอย่างมาก

เนื่องจากการถ่ายภาพ ซึ่งรู้กันว่าทุกสิ่งทุกอย่างในสมัยหนึ่งนั้นเป็นเรื่องของการเลียนแบบมาจากภาพเขียน
ดังนั้นในการศึกษาวิชาการถ่ายภาพในทุกสาขาในสถาบันที่มีการสอนการถ่ายภาพเป็นวิชาหลั
ก (สำหรับ Photography Degree) ในระดับปริญญาในต่างประเทศ จึงต้องให้นักศึกษา ได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของงานศิลปะประเภทต่างๆ (History of Art) ของแต่ละยุค แต่ละสมัย ตั้งแต่สมัย Renaissance (ศตวรรษที่ 14 - 16) เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาของงาน อีกทั้งมุมมองของจิตกร และรสนิยมของผู้เสพย์


นักศึกษาที่เลือกเรียนการถ่ายภาพแขนง Still Life นอกเหนือไปจากวิชาประวัติศาสตร์ของงานศิลปะ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนวิชาบังคับเลือก ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพนัก เพิ่มขึ้นอีก 2 วิชา คือการวาดภาพและการเขียนภาพ เพื่อที่จะได้เข้าใจในเรื่องของ Perspective ในเรื่องของแสง-เงา, ในเรื่องของการตกและการสะท้อนของแสง, เรื่องของการใช้สี, การสะท้อนของสีต่างๆ, การใช้และการจัดองค์ประกอบ และในเรื่องของการสร้างภาพให้มีมิติเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ที่จะเรียนถ่ายภาพทางด้าน Food Photography นั้นจะต้องผ่านขั้นตอนของการเรียน Still Life Photography มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปีทั้งสิ้น


งาน Still Life ที่ดีย่อมขึ้นอยู่กับรสนิยมของศิลปิน การวางแผนล่วงหน้า และในเรื่องของการเลือกใช้ Subject, Background, Composition และ Lighting ที่ดีครับ... แม้ว่าการถ่ายภาพ Still Life จะเป็นเรื่องของการ จัด/สร้าง ฉากขึ้นมา แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การตัดสินใจ และการควบคุมของช่างภาพทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ใช่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้เหมือนกันหมด หรือแม้แต่จะได้ดีเท่ากัน ถึงแม้ว่าจะเป็นการถ่ายภาพของสิ่งของสิ่งเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน และแสงเดียวกันก็ตาม ดังนั้น การถ่ายภาพในแขนงนี้จึงอาจจะกล่าวได้ว่ามีความยากกว่าหลายๆแขนงก็ว่าได้ ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เพราะกว่าจะได้มาถึงตรงนี้ นักศึกษา หรือผู้ที่มีความสนใจทางด้านการถ่ายภาพ Still Life ทุกคน จะต้องเรียนรู้ และได้ผ่านการเรียนรู้ในเรื่องของการถ่ายภาพมาแล้วหลายแขนง ของวิชาการถ่ายภาพ ซึ่งจะต้องนำความรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เรียนรู้มาใช้ร่วมกันเช่น

• การเลือกหาสิ่งของต่างๆมาจัดถ่าย (Objects)
• ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่จะถ่าย (Subject)
• ความสามารถในการโยงสิ่งของที่มีในฉากเข้าด้วยกัน (Narrative/Telling Story)
• ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอ/สร้างภาพ (Creativity)
• ความสามารถในการจัดสิ่งของต่างๆที่ใช้เป็นองค์ประกอบให้เข้ากัน (Arrangement)
• ความรู้และความสามารถในด้านการวางตำแหน่งขององค์ประกอบหลัก หรือการไม่ใช้องค์ประกอบหลัก (Composition)
• ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ในฉาก (Space)
• ความเข้าใจในเรื่องการสร้างมิติ (Dimension/Perspective)
• รู้จักแสง และเข้าใจในเรื่องการใช้แสงเป็นอย่างดี (Lighting)
• เข้าใจถึงเรื่องของพื้นผิวของวัสดุที่นำมาใช้ใน Set (Textures and Surface)

เนื่องจากว่าฟิล์มมีข้อจำกัดในการเก็บรายละเอียดและรับแสงต่างไปจากการใช้สี ช่างภาพจึงจะต้องรู้จักและเข้าใจในเรื่องของฟิล์มให้ดีอีกว่า ฟิล์มใดมีสมรรถภาพมาก-น้อย เพียงไรในการที่จะสามารถเก็บและรักษาความถูกต้องของสีไว้ได้ หรือสามารถที่จะเก็บรายละเอียดในส่วนสว่าง (Highlights) กับในส่วนเงา (Shadows) ไว้ได้มากน้อยเพียงไร นอกจากนั้นแล้วจะต้องรู้ว่าเลนส์ที่จะใช้ในการถ่ายจะมีสมรรถภาพในการเก็บรายละเอียดใ
นส่วนสว่างกับในส่วนเงา ดังที่กล่าวมาได้มากน้อยเพียงไร และยังจะต้องเข้าใจอีกว่าความสั้น หรือความยาวของเลนส์ จะมีผลอย่างไรต่อมุมมอง นอกเหนือไปจากนั้นแล้วยังมีเรื่องความคลาดเคลื่นของสี (Color Cast) ของสิ่งที่จะถ่ายมาเกี่ยวข้องอีกด้วย หากว่าใช้ฉากหลัง (Background) ที่มีความซับซ้อน ทั้งในเรื่องของสี และลวดลาย (Pattern) ... ประเภทของแสงที่ใช้ก็จะสำคัญ เพราะจะเป็นตัวกำหนดอารมณ์ (mood) ในเรื่องนี้


เรื่องของการให้แสงในการถ่ายภาพ Still Life ก็เช่นเดียวกันกับงานจิตกรรม ส่วนใหญ่จะเป็นแสงนุ่ม มาจากด้านข้าง ประมาณ 45 องศา อาจจะเยื้องไปทางด้านหนัาหรือด้านหลังบ้างก็เล็กน้อย เพื่อที่จะได้สาดส่องแสดงให้เห็นถึง Texture และ Surface พื้นผิว รวมทั้งรูปทรง Shape และ Form ของสิ่งที่ใช้เป็นองค์ประกอบ Object หรือ Subject ด้วย และ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ เงาจากของชิ้นหนึ่ง เมื่อไปทาบกับของอีกชิ้นหนึ่ง ก็ไม่ควรจะมืดจนมองไม่เห็นรายละเอียดของชิ้นที่ถูกทาบ ในบางครั้งอาจจะมีการใช้แสงที่ค่อนข้างแรงซึ่งจะให้เงาที่เข้ม มีขอบชัดเจน แต่ก็มักจะใช้กับการถ่ายสิ่งที่อยู่ใน Set เล็ก หรือต้องการใช้เงาเป็นส่วนหนึ่งของ composition ... หากช่างภาพมีความเข้าใจในการใช้ Reflectors ประเภทต่างๆ และเข้าใจในเรื่องของการอ่านน้ำหนักของแสงด้วยสายตา และเข้าใจในเรื่องของมุมตกและมุมสะท้อนของแสง ก็จะช่วยให้ช่างภาพผู้นั้นได้เปรียบในการผลิตงาน กว่าผู้อื่น... อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะมีฝีมือระดับใด ก็สามารถที่จะถ่ายภาพ Still Life ได้ด้วยกันทั้งนั้น หากให้ความสนใจกับสิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น... ส่วนจะได้ดีในระดับใด ก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความเข้าใจ และรสนิยม ของแต่ละคนไป...นั่นคือที่มา


ทีนี้ก็มาถึงที่ไปกันบ้าง...ช่างภาพอาชีพทุกคนจะต้องมี Portfolio ของงาน เพื่อแสดงให้ลูกค้าหรือผู้ที่จะว่าจ้างได้เห็นถึงความสามารถของช่างภาพว่าสามารถที่จ
ะถ่ายงานอะไรได้บ้าง มีรสนิยม มีฝีมือและแนวการถ่ายอย่างไร ดังนั้นงานประเภท Still Life จึงมักจะมีอยู่ใน Portfolio ของช่างภาพเสมอ เพราะมันจะช่วยบอกให้ผู้ชมได้รู้ว่าช่างภาพผู้นั้นมีความละเอียดในการมอง ความรอบคอบในการจัด หรือการใช้สิ่งของอย่างไร มีความเข้าใจในการสร้างหรือผูกเรื่องให้เข้ากันเพียงไร รู้จักสร้างความสัมพันธ์ให้แก่สิ่งของต่างๆในฉากเพียงไร รู้จักจัดองค์ประกอบและเข้าใจในเรื่องของการให้แสงมาก น้อยเพียงไร


จากหลายๆภาพที่ได้เห็นในการแสดงนิทรรศการภาพถ่ายหลายต่อหลายงาน...จากที่ได้เห็นจากก
ารประกวดภาพถ่ายหลายๆ แห่ง และจากที่ได้อ่านบทความของท่านผู้รู้หลายท่าน และที่ได้เห็นบน internet ภาพที่บอกว่า Still Life มันมักจะไม่เป็นเช่นดังที่ได้อธิบายไปแล้วละซิ แต่ก็อย่างที่ได้เกริ่นบอกเอาไว้แต่เนิ่นๆแล้วว่า ความหมายหรือจุดประสงค์ของการถ่ายภาพ Still Life นั้น มันได้เปลี่ยนไปบ้างแล้วพอสมควรตามกาลเวลา ผมเองก็ไม่ต้องการที่จะสร้างกำแพงกั้นไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆหรือคำใหม่ๆ หรือว่าอยากจะมีความขัดแย้งกับใครขึ้นมาในสังคมถ่ายภาพ และก็ไม่เคยมีข้อกังขาใดๆกับงานของใคร ที่จะเรียกภาพ found subjects ว่า Still Life...ภาพสวยก็คือภาพสวย อยากเรียกภาพถ่ายของรูปปั้นที่เจอะเจอ หรือภาพจักรยานจอดพิงกำแพงว่า Still Life ก็เรียกกันไปเถอะ แต่ในความรู้สึกและความเห็นส่วนตัว ผมเรียกงานพวกนั้นว่า found subjects ซึ่งเป็นการถ่ายภาพบันทึกสิ่งของที่ได้พบมากกว่า เพราะการถ่ายภาพ Still Life ในความรู้สึกและความเข้าใจของผมมันเป็นอะไรที่มากไปกว่าการถ่ายภาพบันทึกสิ่งของที่เ
ราพบเห็นกลางทาง หรือระหว่างทางที่ไม่ต้องลงแรง ไม่ต้องใส่ความคิด หรือทำอะไรที่มากไปกว่าการกดชัตเตอร์ ...จะว่าล้าหลัง หรือไม่ยอมก้าวหน้าก็แล้วแต่ใครจะว่า เพราะผมยังมีความรู้สึกเกี่ยวกับขั้นตอนของการถ่ายภาพ Still Life ในลักษณะเดิม ๆ นั้นอยู่ เพราะการถ่ายภาพ Still Life มันมีทั้ง concept มี idea และมี design คอยควบคุมอยู่ ซึ่งมันเป็นอะไรที่มากกว่าและแตกต่างกว่าการถ่ายภาพบันทึกสิ่งของที่เราพบ found subjects มากมายนัก



ศรศักดิ์ ศักดิ์บดินทร์
กรุงเทพฯ 2001



รูปที่แนบมาด้วย
ภาพที่แนบมา
 
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ศรศักดิ์ ศักดิ์บ...
โพสต์ May 22 2009, 14:39
โพสต์ #2


Freshy
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 5
เป็นสมาชิกเมื่อ : 1-Apr-09
หมายเลขสมาชิก : 869



ส่งภาพผิดไปครับ...เอาใหม่
รูปที่แนบมาด้วย
ภาพที่แนบมา
 
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ช ช้าง
โพสต์ May 22 2009, 21:07
โพสต์ #3


Silver Member
****

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 342
เป็นสมาชิกเมื่อ : 13-Nov-08
จาก : ประดู่
หมายเลขสมาชิก : 656



แล้วจะลองดูครับอาจารย์ ศรศักดิ์
ขอบคุณมากครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
GODgi
โพสต์ May 28 2009, 07:56
โพสต์ #4


Platinum Member
******

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 1,428
เป็นสมาชิกเมื่อ : 3-Mar-08
หมายเลขสมาชิก : 244



สุดยอดเลย ครับ ขอบคุณที่แวะมาแบ่งปั่นความรู้มากนะครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
อี๊ดคุง
โพสต์ Jul 3 2009, 12:54
โพสต์ #5


...ฅนค้น..ใคร...
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 3,362
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-Sep-06
หมายเลขสมาชิก : 1
Point : n/a Point
Ticket : n/a Point



เป็นประโยชน์มากจริงๆครับ ขอบคุณมากครับผม
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



- ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 26th April 2017 - 11:00
โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เกาะช้าง:: สถานที่ท่องเที่ยว :: กระบี่ สถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจ :: ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน :: เกาะสมุย สวรรค์ทะเลอ่าวไทย :: ประวัติสุนทรภู่ :: เทคนิคการถ่ายภาพ :: ดอยอินทนนท์
Design by: IPB 2.3 Skins & Web Browsers News ของเล่นไม้ Plantoys