IPB
Thailand Travel Information :: English Version ::
เว็บไซต์แนะนำ: รวมฮาวทู เทคนิค DIY ต่างๆทุกๆเรื่องที่คุณอยากรู้

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 
Reply to this topicStart new topic
> บทความ::ยุทธนาวีที่เกาะช้าง, ร่วมสดุดีวีรกรรมทหารกล้า
อี๊ดคุง
โพสต์ May 18 2007, 22:40
โพสต์ #1


...ฅนค้น..ใคร...
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 3,362
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-Sep-06
หมายเลขสมาชิก : 1
Point : n/a Point
Ticket : n/a Point



ยุทธนาวีที่ เกาะช้าง

ภาพที่แนบมา


ยุทธนาวีที่เกาะช้าง เป็นเหตุการณ์รบทางเรือซึ่งเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากกรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีน ฝรั่งเศส กล่าวคือ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2482 ขณะที่ฝรั่งเศสจะประกาศสงครามกับเยอรมัน ฝรั่งเศสขอให้ รัฐบาลไทยทำสัญญาไม่รุกรานกันทางแหลมอินโดจีน รัฐบาลไทยได้ตอบฝรั่งเศสไปว่าไทยยินดีจะรับตกลง ตามคำของฝรั่งเศส แต่ขอให้ฝรั่งเศสตกลงบางประการ คือ ให้ฝรั่งเศสปรับปรุงเส้นแบ่งเขตแดนให้ถูกต้องตาม หลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักความยุติธรรม โดยฝ่ายไทยเสนอให้ถือแนวร่องน้ำลึกเป็นเกณฑ์ และให้ ฝรั่งเศสคืนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่ฝรั่งเศสยึดไป เป็นต้น ซึ่งปรากฏว่าไม่เป็นที่ตกลงกัน ต่อมาราษฎรได้เดิน ขบวนแสดงประชามติเรียกร้องดินแดนที่เสียไปหนักขึ้น กรณีพิพาทจึงได้เริ่มลุกขึ้นตามชายแดนเป็นแห่งๆ และ ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนถึงขั้นใช้กำลังทหารเข้าทำการสู้รบกัน ทั้งกำลังทางบก เรือ และอากาศ สำหรับกำลังทาง เรือได้มีการรบกันบริเวณด้านใต้ของเกาะช้าง ระหว่างกำลังทางเรือของไทยและของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 โดยมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้

วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2484 ฝรั่งเศสได้ส่งกำลังทางเรือส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในอินโดจีนในบังคับบัญชาของ นาวาเอก เบรังเยร์ อันมีเรือลาดตระเวณลามอตต์ปิเกต์ เป็นเรือธง พร้อมด้วยเรือสลุป 2 ลำ เรือปืน 4 ลำ เรือสินค้า ขนาดใหญ่ติดอาวุธ 1 ลำ และเรือดำน้ำอีก 1 ลำ รวมทั้งสิ้น 9 ลำ รุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำไทยทางด้านเกาะช้าง ด้วย ความมุ่งหมายจะระดมยิงหัวเมืองชายทะเลทางภาคตะวันออกของไทยเป็นประการสำคัญ

เช้าวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 กำลังทางเรือของข้าศึกได้อาศัยความมืดและความเร็วรุกล้ำเข้ามาทางด้านใต้ ของเกาะช้าง มีจำนวนด้วยกันทั้งหมด 7 ลำ คือเรือลาดตระเวณลามอตต์ปิเกต์ เรือสลุป 2 ลำ เรือปืน 4 ลำ เรือเหล่านี้ ได้แยกออกเป็น 3 หมู่ คือ

* หมู่ที่ 1 มีเรือลามอตต์ปิเกต์ลำเดียว เข้ามาทางช่องด้านใต้เกาะหวายและเกาะใบดั้ง

* หมู่ที่ 2 มีเรือสลุป 1 ลำ กับเรือปืน 1 ลำ เข้ามาทางช่องด้านใต้ระหว่างเกาะคลุ้มกับเกาะหวาย

* หมู่ที่ 3 มีเรือสลุป 1 ลำ กับเรือปืน 3 ลำ เข้ามาทางช่องด้านตะวันตกระหว่างเกาะคลุ้มกับแหลมบางเบ้า เกาะช้าง

ส่วนเรือดำน้ำและเรือสินค้าติดอาวุธ คงรออยู่ด้านนอกในทะเล และไม่ได้เข้าทำการรบ

กำลังเรือฝ่ายไทยที่เข้าทำการรบมี 3 ลำ คือ เรือหลวงธนบุรี ระวางขับน้ำ 2,200 ตัน จอดอยู่ที่บริเวณเกาะลิ่ม ส่วนเรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรี ซึ่งมีระวางขับน้ำลำละ 470 ตัน จอดอยู่ที่อ่าวสลักเพชร กำลังทางเรือฝ่ายข้าศึกที่เข้าทำการรบ รวมด้วยกัน 7 ลำ เฉพาะเรือลามอตต์ปิเกต์ลำเดียว มีระวางขับน้ำ 7,880 ตัน ซึ่งมีระวางขับน้ำมากกว่าเรือรบของไทยทั้ง 3 ลำรวมกัน นอกจากนั้นก็มีเรือสลุปอีก 2 ลำ ระวางขับน้ำลำละ 2,156 ตัน และเรือปืนอีก 4 ลำ เมื่อเปรียบเทียบกำลังรบของทั้งสองฝ่าย จะเห็นได้ว่า เราได้เข้าทำการต่อสู้กับข้าศึกที่มีทั้งจำนวนเรือมากกว่า ระวางขับน้ำมากกว่า จำนวนปืนหนักและปืนเบามากกว่า และจำนวนทหารประจำเรือมากกว่า ฝ่ายเราคงได้เปรียบ เฉพาะที่ว่ามีปืนหนักที่มีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้น แต่ก็กลับเสียเปรียบที่ยิงได้ช้ากว่า

การรบระหว่างเรือหลวงธนบุรีกับเรือลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากได้มีการปะทะกัน ระหว่างเรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรีกับเรือฝรั่งเศสแล้ว ในตอนเช้าตรู่ของวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 ขณะที่ทหารเรือหลวงธนบุรีกำลังฝึกหัดกายบริหารตามปกติอยู่นั้น เวลาประมาณ 06.12 น. ยามสะพานเดินเรือได้เห็นเครื่องบินข้าศึก 1 เครื่อง บินมาทางเกาะกูดผ่านเกาะกระดาด มาตรงหัวเรือ ทางเรือจึงได้ประจำสถานีรบแต่ยังไม่ได้ทำการยิง เนื่องจากว่าเครื่องบินข้าศึกได้บินเลี้ยวไปทาง เกาะง่ามตรงบริเวณที่เรือตอร์ปิโดทั้ง 2 ลำจอดเสียก่อน และทันใดนั้นทหารทุกคนก็ได้ยินเสียงปืนจากเรือตอร์ปิโด ทั้ง 2 ลำนั้น คือ เรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรีทำการยิงสกัดกั้นเครื่องบินข้าศึก โดยทุกคนได้เห็นกลุ่มกระสุน ระเบิดในอากาศใกล้เครื่องบิน และเครื่องบินหายลับตาไป และชั่วในขณะนั้นเองทุกคนกลับได้ยินเสียงปืนถี่และ หนักขึ้น ทันใดนั้น ยามสะพานเดินเรือได้รายงานว่าเห็นเรือข้าศึกทางใต้เกาะช้าง โดยที่ยามมองตรงช่องระหว่าง เกาะช้างกับเกาะไม้ซี้ใหญ่ เรือที่ยามเห็นนี้คือเรือลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งกำลังระดมยิงเรือหลวงสงขลาและเรือหลวง ชลบุรีของเราอยู่นั่นเอง ลักษณะอากาศในขณะนั้นปรากฏว่ามีเมฆขอบฟ้า พื้นทะเลมีหมอกบางๆ ลม South - West กำลัง 1 ไม่มีคลื่น ทัศนวิสัย 6 ไมล์ อากาศค่อนข้างหนาว ปรอท 27 องศาเซลเซียส เมื่อปืนป้อมทั้ง 2 ป้อม พร้อม นาวาโท หลวงพร้อมวีรพันธุ์ ผู้บังคับการเรือได้สั่งเดินหน้าเต็มตัว 2 เครื่อง ความเร็ว 14 นอต ถือเข็ม ประมาณ South - East เข้าหาข้าศึก และได้สั่งเตรียมรบกราบขวาที่หมายเรือลาดตระเวณข้าศึก

ประมาณเวลา 06.40 น. ขณะที่เรือหลวงธนบุรีได้ตั้งลำพร้อม เรือลามอตต์ปิเกต์ก็โผล่จากเกาะไม้ซี้ใหญ่ และเป็นฝ่ายเริ่มยิงเราก่อนทันที เรือหลวงธนบุรีได้เริ่มยิงตับแรกด้วยป้อมหัวและป้อมท้าย โดยตั้งระยะ 13,000 เมตร ทันใดนั้นเองกระสุนตับที่ 4 ของเรือลามอตต์ปิเกต์มีนัดหนึ่งเจาะทะลุผ่าห้องโถงนายพล และชอนระเบิด ทะลุพื้นหอรบขึ้นมา เป็นเหตุให้นาวาโท หลวงพร้อมวีรพันธุ์ และทหารในหอรบอีกหลายนายต้องเสียชีวิตทันที และมีอีกหลายนายได้รับบาดเจ็บสาหัสเนื่องจากถูกสะเก็ดระเบิดและถูกไฟลวกตามหน้า และตามตัว กระสุนนัดนี้ เองได้ทำลายเครื่องติดต่อสั่งการไปยังปืนและเครื่องถือท้ายเรือ เรือซึ่งกำลังเดินหน้าด้วยความเร็ว 14 นอต ต้องหมุน ซ้ายเป็นวงกลมอยู่ถึง 4 รอบ ซึ่งในขณะนี้เองเรือลามอตต์ปิเกต์ได้ระดมยิงเรือหลวงธนบุรีอย่างหนาแน่น ปืนป้อม ทั้งสองของเรือหลวงธนบุรีต้องทำการยิงอิสระ โดยอาศัยศูนย์ข้างและศูนย์ระยะที่หอกลาง ปรากฏว่า เรือลามอตต์ปิเกต์ได้ถูกกระสุนปืนจากเรือหลวงธนบุรีเช่นกัน โดยมีแสงไฟจากเปลวระเบิดและควันเพลิงพลุ่งขึ้น บริเวณตอนกลางลำ จำต้องล่าถอยโดยมารวมกำลังกับหมู่เรือฝรั่งเศสอีก 4 ลำทางตะวันตกของเกาะเหลายาใน และ แล่นหนีไปในที่สุด เมื่อเรือของฝรั่งเศสได้ไปจากสนามรบหมดแล้ว ก็ปรากฏว่าได้มีเครื่องบินลำหนึ่งบินมาทาง หัวเรือ และดำทิ้งระเบิดระยะต่ำ ลูกระเบิดตกบนดาดฟ้าเรือโบต หลังห้องครัวทหาร และเจาะทะลุดาดฟ้าเป็นรูโต ประมาณ 50 เซนติเมตร ลงไประเบิดในครัวทหาร ทำให้ทหารตายอีก 3 คน ทางเรือไม่ได้ยิงต่อสู้แต่ประการใด เพราะเครื่องบินลำนั้นมีเครื่องหมายไทยติดอยู่

เวลา 08.30 น. เรือหลวงธนบุรีแล่นไปทางแหลมน้ำ ไปลุกทั่วไปในช่องทางเดิน ต้นเรือ(นายทหารอาวุโสที่ สองรองจากผู้บังคับการเรือ) พาเรือมาทางแหลมงอบ เรือเอียงทางกราบขวาและต่อมาก็หยุดแล่น เรือหลวงช้างได้ ช่วยดับไปและจูงเรือหลวงธนบุรีไปจนถึงหน้าแหลมงอบ และต้นเรือได้สั่งสละเรือใหญ่เมื่อเวลา 11.00 น. ต่อมา เวลาประมาณ 16.40 น. กราบเรือทางขวาก็เริ่มจมน้ำมากขึ้นตามลำดับ เสาทั้งสองเอนจมลงไป กราบซ้ายและ กระดูกงูกันโคลงโผล่อยู่พ้นน้ำ ในการรบครั้งนี้ทางฝ่ายเราได้เสียชีวิตเป็นชาติพลี รวมทั้งสิ้น 36 นาย เป็นนายทหาร 2 นาย พันจ่า จ่า พลทหาร และพลเรือ 34 นาย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นทหารประจำเรือหลวงธนบุรี 20 นาย เรือหลวง สงขลา 14 นาย และเรือหลวงชลบุรี 2 นาย ส่วนจำนวนทหารที่เสียชีวิตและบาดเจ็บของฝ่ายข้าศึกนั้นไม่ทราบจำนวนแน่นอน และนับจากได้เกิดการรบที่ เกาะช้างแล้ว จนกระทั่งวันลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ คือ วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2484 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ก็ไม่ปรากฏว่ามีเรือรบของข้าศึกกล้ารุกล้ำเข้ามาในอ่าวไทยอีกเลย

การรบทางเรือที่เกาะช้างในครั้งนี้ แม้จะไม่จัดว่าเป็นการยุทธ์ใหญ่ก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นการรบทางเรือที่สำคัญ มาก ตามแบบอย่างการรบทางเรือยุทธวิธีสมัยใหม่ กำลังทางเรือของไทยเข้าทำการสู้รบกับกำลังทางเรือของข้าศึก ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจทางทะเล และมีจำนวนเรือมากกว่า จนข้าศึกจำต้องล่าถอยไม่สามารถระดมยิงหัวเมืองชาย ทะเลทางภาคตะวันออกของประเทศไทยได้สำเร็จ ทั้งนี้กองเรือฝรั่งเศสได้กล่าวถึงการยุทธนาวีในครั้งนี้ตอนหนึ่ง แปลความได้ว่า " แต่เราจะลืมเสียมิได้ที่จะสรรเสริญการต่อสู้อย่างทรหด กล้าหาญของทหาร เรือไทย เราขอน้อมเคารพพวกทหารเรือไทยที่ได้สิ้นชีพในการต่อสู้จนถึงที่สุดอย่าง สมเกียรติทหาร เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของเขาด้วย " จึงนับเป็นเกียรติประวัติอันน่าภาคภูมิใจอย่าง ยิ่ง ซึ่งจะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของชาติไทยและจังหวัดตราดสืบต่อไป

(ต้นฉบับจาก เอกสารของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอแหลมงอบ ขออนุญาตและขอขอบคุณในที่นี้ด้วย)
เกาะช้าง

ที่มา : http://www.geocities.com/kritsana_2002/ex.htm

Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



- ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 20th September 2017 - 14:39
โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เกาะช้าง:: สถานที่ท่องเที่ยว :: กระบี่ สถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจ :: ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน :: เกาะสมุย สวรรค์ทะเลอ่าวไทย :: ประวัติสุนทรภู่ :: เทคนิคการถ่ายภาพ :: ดอยอินทนนท์
Design by: IPB 2.3 Skins & Web Browsers News ของเล่นไม้ Plantoys