IPB
Thailand Travel Information :: English Version ::
เว็บไซต์แนะนำ: รวมฮาวทู เทคนิค DIY ต่างๆทุกๆเรื่องที่คุณอยากรู้

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 
Reply to this topicStart new topic
> บทความเมืองกระบี่::ชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ย เกาะลันตา, สังคมชาวเลที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
ตาน้ำ
โพสต์ Oct 16 2008, 21:59
โพสต์ #1


Gold Member
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 761
เป็นสมาชิกเมื่อ : 3-Jul-08
หมายเลขสมาชิก : 431



ชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ย สังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป


ชาวเลเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งทางใต้ของประเทศไทย อาศัยตามเกาะชายฝั่งในมหาสมุทรอินเดียแถบภูเก็ต และทะเลอันดามัน ชาวเลอพยพเคลื่อนย้ายเร่ร่อนทำมาหากินอยู่ในแถบจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล แต่เนื่องจากชาวเลมีอยู่เพียงจำนวนน้อย กระจายอยู่หลายแห่ง ไม่มีปัญหาทางด้านการเมืองและการปกครอง จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจเอาใจใส่ หรือได้รับความช่วยเหลือจากโลกภายนอกเท่าที่ควร ชาวเลจึงอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง มีความสัมพันธ์และติดต่อกับคนพื้นเมืองเท่านั้น อย่างไรก็ตามชาวเลก็มีแบบแผนประเพณี วิถีชีวิตและภาษาเป็นของตนเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่น่าศึกษาด้วยกันทั้งสิ้น (ประเทือง เครือหงส์, 2541: 2)

ในประเทศไทย นอกจากคำว่า “ชาวเล” ซึ่งเป็นคำเรียกชื่อของชนกลุ่มน้อยในปักษ์ใต้แล้วก็ยังมีคำอื่นๆ ที่ใช้เรียกชนกลุ่มนี้อีก เช่น “ชาวน้ำ” “ชาวไทยใหม่” คำว่าชาวน้ำ เป็นคำที่ชนกลุ่มนี้ถือว่าไม่สุภาพและดูถูกเหยียดหยามพวกเขา โดยเขาให้เหตุผลว่า คนเราเกิดมาจากน้ำอสุจิซึ่งถือเป็นน้ำที่ไม่สะอาดบริสุทธิ์ ดังนั้นคำว่า “ชาวน้ำ” จึงถือเป็นคำต่ำ เป็นคำที่ชาวเลรังเกียจมาก จึงไม่ควรใช้คำว่า “ชาวน้ำ” เรียกชนกลุ่มนี้ (ฉันทัส ทองช่วย, 2528)

ส่วนคำว่า “ชาวไทยใหม่” เป็นคำที่ทางราชการกำหนดให้เรียกชนกลุ่มนี้แทนคำว่า “ชาวเล” หรือ “ชาวน้ำ” หรือแทนคำอื่นๆ เพื่อต้องการลดช่องว่างด้านความรู้สึกที่ไม่ดี ระหว่างชนกลุ่มนี้กับประชาชนทั่วไปออกไป ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และมีความพอใจต่อคำว่า “ชาวไทยใหม่” มาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าพวกเขามีความรู้สึกว่า ได้รับการยกย่องให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกับคนไทยส่วนใหญ่
ประชุม ชุ่มเพ็งพันธ์ (2521) ได้เขียนถึงความเป็นมาของคำว่า “ไทยใหม่” ในวารสาร อ.ส.ท.เรื่องวัฒนธรรมชาวเล ความตอนหนึ่งว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนแจกวัตถุปัจจัยที่จำเป็นต่าง ๆ แก่ชาวทะเล และโปรดให้เรียกชาวทะเลว่า “ไทยใหม่” ซึ่งบรรดาชาวทะเลปลื้มปิติพอใจมาก ต้องการให้ชาวบกทั่วไปเรียกพวกเขาตามนามพระราชทาน

ภาพที่แนบมา


ตำนานเกี่ยวกับฆูนุงฌึรัย : ที่มาของชาวเลอูรักลาโว้ย
มีตำนานเรื่องหนึ่งซึ่ง David Hogan (1972 : 129,128) บันทึกจากคำบอกเล่าของชาวเลวัย 60-70ปี ที่อาศัยอยู่บนเกาะอาดังว่า พระเจ้าได้ส่ง นะบีโน๊ะ มาชักชวนให้บรรพบุรุษของเขานับถือพระเจ้า แต่ถูกปฏิเสธจึงสาปแช่งไว้ จนพวกเขาต้องเคลื่อนย้ายลงมายังชายฝั่งเชิงเขา “ฆูนุงฌึรัย” บ้างก็เข้าป่าเป็นคนป่า บ้างก็กลายเป็นลิง บ้างก็เป็นกระรอก บ้างก็เป็นอูรักลาโว้ย คนของทะเล หรือชาวเลไป ผู้ให้ข้อมูลคนเดียวกันเล่าว่า ชาวเลกลุ่มแรกที่อาศัยเรือ “JUKOK” หรือ “เรือเป็ด” ไหลลอยขึ้นมา บ้างก็ตั้งถิ่นฐานในป่าเคดาห์ บ้างก็ตั้งถิ่นฐานที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ทั้งนี้ Hogan ได้เน้นย้ำว่าอูรักลาโว้ยผู้สูงอายุส่วนใหญ่กล่าวกันว่า เกาะลันตาเป็นดินแดนแห่งแรกในประเทศไทย ที่ชาวเลอูรักลาโว้ยเปลี่ยนวิถีชีวิตขึ้นไปตั้งถิ่นฐาน

ด้วยเหตุที่ “ฆูนุงฌึรัย” เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งบรรพบุรุษ ในความเชื่อของชาวเลอูรักลาโว้ย ดังปรากฏในตำนานที่บอกเล่าโดยชาวเลอูรักลาโว้ยบนเกาะอาดัง ซึ่งบรรพบุรุษรุ่นแรกอพยพไปจากเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และจากจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งอูรักลาโว้ยที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านหัวแหลมกลาง และบ้านหัวแหลมสุด อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ปัจจุบันต่างเชื่อว่าบรรพบุรุษของพวกเขามาจากดินแดนแห่งนี้
“ฆูนุงฌึรัย” จึงเป็นชื่อที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการศึกษาเรื่องราวของชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ย ทั้งจากความเห็นของนักวิชาการหลายท่าน และแนวทางคำบอกเล่าของชาวเลอูรักลาโว้ยสอดคล้องกันว่า “ฆูนุงฌึรัย” คือภูเขาเคดาห์ในรัฐไทรบุรี

“ฆูนุงฌึรัย” อาจเป็นแหล่งกำเนิดดั้งเดิมของบรรพบุรุษอูรักลาโว้ย หรืออาจเป็นเพียงถิ่นฐานแห่งหนึ่ง ระหว่างเส้นทางที่บรรพบุรุษอูรักลาโว้ยได้อพยพย้ายมาไกลนับหลายพันปี สองประการนี้ยังไม่อาจชี้ชัดได้ แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่า “ฆูนุงฌึรัย” เคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของบรรพบุรุษอูรักลาโว้ย เมื่อประมาณ 500-600 ปี ก่อนอพยพเข้าสู่น่านน้ำไทยในปัจจุบัน และเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่พวกเขาจะต้องทำพิธีลอยเรือ “ปลาจั๊ก” ไปเซ่นสรวงทุกครั้งที่ลมมรสุมพัดเปลี่ยนทิศทาง

สภาพทั่วไปในหมู่บ้านชาวเลอูรักลาโว้ย ---ตัวอย่างจากหมู่บ้านสังกาอู้ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา


ปัจจุบันที่บ้านสังกาอู้บนเกาะลันตามีประชากร 81 ครัวเรือน 93 ครอบครัว มีประชากรทั้งสิ้น 358 คน มีโรงเรียนบ้านสังกาอู้ 1 โรง ตั้งอยู่เกือบสุดหมู่บ้านบนเนินเขา และมีศาลบรรพบุรุษประจำหมู่บ้านสังกาอู้ 1 ศาล คือ ศาลโต๊ะจันทร์ ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ศาลแห่งนี้ชาวเลที่สังกาอู้ถือว่าเป็นศาลศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพบูชาของคนในหมู่บ้าน เพราะเชื่อว่าศาลบรรพบุรุษแห่งนี้ จะคอยให้การปกป้องคุ้มครองดูแลชาวเลในหมู่บ้านให้ปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีศาลาเอนกประสงค์ ซึ่งใช้เป็นที่แจ้งเรื่องราวข่าวสาร ให้บริการต่างๆ และใช้เป็นที่ต่อเรือปาจั๊ก (ปัจจุบันอาจมีการเพี้ยนของคำเรียกไปบ้างจาก “ปลาจั๊ก” เป็น “ปาจั๊ก”) เพื่อใช้ในพิธีลอยเรือ เป็นต้น

ภาพที่แนบมา


ลักษณะการตั้งบ้านเรือน
ชาวเลที่หมู่บ้านสังกาอู้ส่วนใหญ่เกี่ยวดองเป็นวงศาคณาญาติกัน ประกอบกับมีพื้นที่น้อย จึงสร้างบ้านติด ๆ กัน บางบ้านมีทางเดินเชื่อมต่อถึงกันได้ และไม่มีรั้วกั้นแสดงอาณาเขตของแต่ละบ้าน บ้านเรือนส่วนใหญ่จะตั้งเรียงกันเป็นแถว ๆ ตามแนวของชายทะเลโดยหันหน้าบ้านเขาหาฝั่ง ส่วนหลังบ้านสร้างยื่นลงไปในทะเล เพื่อใช้สำหรับต่อเติมบ้าน เนื่องจากพื้นที่บริเวณชายฝั่งมีน้อย และบริเวณลึกเข้าไปในแผ่นดินเป็นพื้นเนินลาดชันไม่สามารถปลูกบ้านได้ ลักษณะของบ้านเป็นชั้นเดียว ตีฝาด้วยไม้หรือใช้ไม้ไผ่ ขัด สาน เป็นลวดลาย หลังคามุงด้วยสังกะสีหรือกระเบื้อง เสาบ้านใช้เสาไม้วางบนโคนเสาปูน เพื่อให้บ้านมีความมั่นคงเพราะเมื่อน้ำทะเลขึ้น เสาบ้านจะจมอยู่ในน้ำมากกว่าครึ่งเสา เสาหน้าบ้านจะสั้นกว่าเสาหลังบ้านตามความลาดเอียงของพื้นที่ชายหาด ขนาดของบ้านกว้างประมาณ 3x4 เมตร แต่จะมีความยาวมากเพราะชาวเลจะต่อเติมบ้านให้ยาวลงไปในทะเล เมื่อสมาชิกในครอบครัว เพิ่มมากขึ้น

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา


ส่วนบ้านที่สร้างไม่ติดชายฝั่ง คือ ถัดจากฝั่งขึ้นมาบนเนิน จะสร้างบ้านหันหน้าเข้าหาทะเล ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร สำหรับเลี้ยงเป็ด ไก่ หน้าบ้านของชาวเลเกือบทุกบ้านจะมีนอกชานยื่นออกมาสำหรับนั่งเล่นพูดคุยกับเพื่อนบ้าน
หรือญาติมิตร และเลี้ยงเด็ก หรือประกอบกิจกรรมต่างๆ ยามว่าง เช่น ซ่อมเครื่องมือประมง ซ่อมอวน เป็นต้น

ภายในบ้าน

พี้นที่ตัวบ้านจะยกให้สูงกว่านอกชานเล็กน้อย แล้วกั้นเป็นห้องโล่งๆ เพื่อใช้สำหรับรับแขก ทานอาหาร และดูโทรทัศน์ ลึกเข้าไปจะเป็นพื้นที่สำหรับนอนหลับพักผ่อน โดยห้องนอนจะจัดแบ่งง่ายๆ อาจใช้ผ้าม่านขึงกั้นเอาไว้ หรือใช้ตู้เสื้อผ้าเป็นผนังกั้นแบ่งห้อง สำหรับลูกๆ ที่โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว เด็กผู้หญิงมักจะได้นอนในห้องที่ถูกกั้นขึ้นมาใหม่อย่างง่ายๆ เด็กผู้ชายมักจะนอนข้างนอกที่รับแขก หรือหน้าโทรทัศน์ที่ริมประตูบ้านนั่นเอง ภายในบ้านมักจะมีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหลัก ก็คือ ตู้ไม้สำหรับเก็บเสื้อผ้า (ในอดีตจะแขวนเสื้อผ้าบนราวไม้ซึ่งทำขึ้นเอง ปัจจุบันยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง) บางบ้านจะมีตู้ไม้สำหรับตั้งโชว์สิ่งของต่างๆ ได้แก่ ถ้วยชาม เครื่องแก้ว รูปถ่าย และนับตั้งแต่มีการติดตั้งไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้าน ชาวบ้านก็เริ่มซื้อหาเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น โทรทัศน์ พัดลม วิทยุ หากบ้านใดมีฐานะทางเศรษฐกิจดีหน่อย ก็จะมีตู้เย็นด้วย ในหมู่บ้านมีเพียง 10 ครัวเรือนที่มีตู้เย็นใช้

ห้องครัวมักจะปรับพื้นให้ต่ำกว่าพื้นบ้านเล็กน้อย จะเป็นห้องโล่งๆ ไม่มีเครื่องใช้อะไรมากนัก มีชั้นวางที่ทำขึ้นเองอย่างง่ายๆ เพื่อวางอุปกรณ์ในการปรุงอาหาร บ้านที่มีฐานะดีจะมีตู้กับข้าว อุปกรณ์เครื่องใช้ในการประกอบอาหาร เช่น จาน ชาม หม้อ กะทะ ช้อน เครื่องปรุงต่าง ๆ ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่ หม้อทุกใบถูกขัดจนเป็นมันวาว แขวนกับตะปูเรียงรายอยู่ที่ฝาบ้าน หรือเสาบ้านในครัว เตาแก๊สเริ่มเข้ามามีบทบาทในการปรุงอาหารของชาวเลมากขึ้นควบคู่กันกับเตาถ่าน

การสร้างบ้าน
ในการสร้างบ้าน ชาวเลในหมู่บ้านมัก “ออกปาก” (ขอช่วย) และจะช่วยกันสร้างเองโดยไม่ต้องจ้างช่างจากนอกหมู่บ้าน เจ้าของบ้านและญาติสนิทอีก 2-3 คน จะเป็นตัวหลัก และมีเพื่อนบ้านมาช่วยกันสร้างแบบง่ายๆ โดยเจ้าของบ้านจะทำอาหารเลี้ยงตอบแทนคนที่มาช่วย ชาวเลมีทักษะในการขัดฟากไม้ไผ่ และผู้ชายที่เคยไปรับจ้างใช้แรงงานในงานก่อสร้างนอกหมู่บ้านบ่อยๆ ก็จะจดจำวิธีการสร้างบ้านมาสร้างบ้านของตัวเองอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมากนัก บ้านที่ฐานะยากจนกว่าคนอื่นหน่อยก็จะใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น หลังคามักจะมุงด้วยสังกะสี บ้านไหนมีฐานะเศรษฐกิจดีก็จะซื้อสังกะสีมาทำฝาบ้านและมุงหลังคา ต่อมาในระยะหลังนี้ชาวเลนิยมสร้างบ้านแบบคนในตลาด คือสร้างแบบก่ออิฐถือปูนกันมากขึ้นเพื่อให้คงทนถาวร และถ้าหากใครมีบ้านลักษณะนี้ ก็แสดงว่าเจ้าของบ้านค่อนข้างมีฐานะนั่นเอง

ลักษณะเด่นของบ้านชาวเลที่สังกาอู้ คือ เป็นบ้านชั้นเดียวหมดทั้งหมู่บ้าน มีบ้าน 2 ชั้นอยู่เพียง 1 หลัง(แต่เป็นหลังไม่ใหญ่มากนัก) ซึ่งเจ้าของใช้ชั้นล่างสำหรับเก็บของ และลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งก็คือ บ้านชาวเลที่สร้างตรงริมชายฝั่งจะต้องมีบันไดข้างหลังบ้านทุกหลัง ซึ่งชาวเลจะใช้บันไดหลังบ้านเมื่อออกทะเลไปลงเรือ และสะดวกกับการดูแลเรือของตนด้วย

ลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม


กิจกรรมในแต่ละวัน
ภาพที่แนบมา


ชาวเลในหมู่บ้านสังกาอู้มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ในแต่ละวัน ผู้ชายจะออกทะเลแต่เช้า ส่วนผู้หญิงจะหุงหาอาหาร ซักผ้าประกอบกิจวัตรประจำวัน และนอนพักผ่อนหรือจับกลุ่มคุยกันรอเวลาที่สามีกลับบ้าน เมื่อเรือที่ไปออกอวนกลับมาแล้ว คนในครอบครัวจะนำภาชนะ เช่น ถังพลาสติก กะบะพลาสติก ตะกร้า มาช่วยกันปลดกุ้ง หอย หู ปลา ปลาหมึก ที่ติดมากับอวนแยกใส่ภาชนะต่าง ๆ กัน และเก็บเศษไม้ ปะการัง เปลือกหอย ปลาตัวเล็ก ๆ แมงกะพรุน ออกจากอวนทิ้งไป แล้วจัดเก็บอวนใส่ตาข่ายผูกให้เรียบร้อย นำไปใส่เรือเพื่อเตรียมไว้ สำหรับการออกอวนในตอนบ่ายหรือในวันรุ่งขึ้น จากนั้นจะนำกุ้งและปลาหมึกตัวใหญ่ ๆ ไปขายที่แพปลาของเถ้าแก่ ส่วนปลาที่ขายไม่ได้ เช่น ปลารัง ปลาแดง ปลาลิ้นควาย ปลาสาก ปลาม้า ปลาหมึกตัวเล็ก ๆ กั้ง จะเก็บไว้ทำอาหารกินกันในครอบครัว ปลาที่เหลือจะแยกไว้ทำปลาเค็มหรือปลาย่างเก็บไว้กิน บางส่วนจะแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้านบ้าง เมื่อเสร็จจากงานแล้วจะกินอาหารกลางวัน

จากนั้นหญิงชาวเลจะนอนหลับพักผ่อน หรือจับกลุ่มพูดคุยกันตามบริเวณลานดินหน้าบ้าน หรือใต้ต้นไม้ใหญ่ ๆ หรือผูกอวนตาใหม่หรือผูกตะกั่วถ่วงตีนอวนอยู่ในบ้านหรือหน้าบ้าน ส่วนผู้ชายชาวเลจะนำอุปกรณ์ประมงที่ชำรุดเสียหายมาซ่อมแซม หรือทำขึ้นใหม่ เช่น ซ่อมอวน ทำไซปลา ซ่อมเรือ ผูกอวน ทำธง เป็นต้น เด็ก ๆจะเล่นอยู่ตามใต้ถุนบ้านหรือลานหน้าบ้าน โดยมีแม่หรือยายคอยเฝ้าดูอยู่อย่างใกล้ชิด ส่วนหญิงชายวัยรุ่นมักจะรวมตัวกันอยู่ที่บ้านเพื่อน พูดคุยกัน หรือ นอนฟังเพลง จากวิทยุหรือเทป เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ทำให้ชาวเลต้องออกไปรับจ้างมากขึ้น บางครอบครัวมีการประกอบอาชีพมากกว่าสองอย่าง ทั้งนี้เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น เพียงพอให้สมาชิกในครอบครัวอยู่กันได้อย่างปกติสุข และสะดวกสบายขึ้น ดังนั้นในช่วงกลางวัน หมู่บ้านจะค่อนข้างเงียบ มักจะพบแต่หญิงชาวเลและกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ ที่นั่งจับกลุ่มคุยกันหรืออยู่กับลูกหลานเล็กๆ ที่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน หมู่บ้านจะเริ่มคึกคักอีกครั้งในยามเย็น เนื่องจากชาวบ้านมักจะมารวมกลุ่มคุยกัน หลังจากที่ผู้ชายกลับจากทะเลและได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอแล้ว ส่วนเด็กๆ ที่กลับจากโรงเรียนก็จะมาวิ่งเล่นกันในหมู่บ้านนั่นเอง

ในเวลาเย็นหญิงชาวเลจะกลับบ้านไปทำอาหารเย็น หลังจากทำอาหารเสร็จจะออกมาจับกลุ่มคุยกันอีกจนใกล้ค่ำ จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน และรับประทานอาหารพร้อมกันในบ้าน จากนั้นจะปิดบ้านเพื่อเตรียมเข้านอนหรือดูโทรทัศน์ ปัจจุบันบ้านชาวเลในหมู่บ้านสังกาอู้เกือบทุกบ้านมีโทรทัศน์ดูกันมากขึ้น คือมีโทรทัศน์ถึง 53 หลังคาเรือน จาก 81 หลังคาเรือน ( ข้อมูลจาก กชช.2ค 2544) และเพราะสภาพสังคม เศรษฐกิจเปลี่ยนไป ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงมีเงินพอที่จะซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆได้เเล้ว

อาหารหลัก
นอกจากอาหารทะเลแล้ว ข้าวได้กลายเป็นอาหารหลักของชาวเลมาช้านาน ปัจจุบันชาวเลมักจะหุงข้าวด้วยเตาไฟฟ้าเพราะความสะดวกและรวดเร็ว กับข้าวส่วนใหญ่จะมีปลาเป็นหลัก และทำเหมือนกับอาหารปักษ์ใต้ทั่วๆ ไปแต่อาจแตกต่างกันเล็กน้อยที่รสชาติและความเข้มข้นของเครื่องแกง อาหารที่ชาวเลนิยมทำกันก็คือ ปลาทอด แกงส้มปลา ปลาเปรี้ยวหวาน และจะมีอาหารประเภทเนื้อหมู ไก่หรือเนื้อวัวบ้างเป็นบางมื้อ โดยนำมาผัดกับผักชนิดต่างๆ หรือทำผัดเผ็ด แกงเผ็ด

มะพร้าวเป็นพืชหลักที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวเล พวกเขาจะใช้มะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลักในการปรุงอาหารคาวหวาน ตลอดจนใช้ประโยชน์สารพัดจากส่วนต่างๆ ของต้นมะพร้าว และยังใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในพิธีกรรมต่างๆ อีกด้วย

สำหรับอาหารประเภทผัก ชาวเลจะเก็บยอดผักบางชนิดจากป่าแถบชายเกาะมาเป็นอาหาร นอกจากนี้ยังหาซื้อได้จากร้านค้าในชุมชน หรือซื้อจากร้านค้าในวันที่มีตลาดนัด แต่ชาวเลส่วนใหญ่มักไม่นิยมกินผัก เมื่อเทียบกับอาหารทะเล ผักที่นิยมกันมากเป็นประเภทยอดผักที่ใช้จิ้มน้ำพริก เช่นยอดอ่อนของต้นมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น ส่วนผลไม้ก็จะกินผลไม้ตามฤดูกาลที่มีขายตามร้านค้าหรือตลาดนัด เช่น มะม่วง เงาะ เป็นต้น

ชาวเลมักจะกินอาหารไม่ค่อยเป็นเวลา หากหิวเมื่อไหร่ก็จะกินทันที ส่วนใหญ่จะกินอาหารวันละ 2-3 มื้อ คือ มื้อเช้า กลางวัน และเย็น สำหรับผู้ใหญ่อาจจะกินเฉพาะกลางวันกับเย็น แต่หากเป็นเด็กพ่อแม่มักจะให้กินตั้งแต่ตอนเช้า เพราะพ่อแม่กลัวว่าเด็กจะหิวและกินอาหารไม่อิ่ม นอกจากอาหารทั่วไปแล้ว อาหารสำเร็จรูปประเภทบะหมี่สำเร็จรูปและปลากระป๋อง รวมทั้งขนมขบเคี้ยวสำหรับเด็กประเภทที่โฆษณาในโทรทัศน์ ก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน

การศึกษา
ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา


อาภรณ์ อุกฤษณ์ (2532) ได้ทำการศึกษาเรื่องระบบการศึกษาของชาวเลอูรักลาโว้ยในอดีตไว้ว่า เด็กชาวเลในระยะแรกเกิดจนถึง 3 ขวบ จะได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่อย่างใกล้ชิด เมื่ออายุประมาณ 3-4 ขวบ ก็เริ่มเรียนรู้ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมใกล้ ๆ ตัวและรู้จักเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันโดยมีพ่อแม่ พี่สาว หรือญาติผู้ใหญ ่คอยดูแลความปลอดภัยและอบรมเลี้ยงดูจนกระทั่งอายุประมาณ 5-6 ขวบ เด็กผู้ชายจะติดตามพ่อหรือพี่ชายออกทะเล ขณะที่เด็กผู้หญิงเริ่มช่วยแม่หุงข้าวและเลี้ยงน้อง ในระยะแรกอาจจะเป็นเพียงการเฝ้าดูหรือเป็นลูกมือ คอยช่วยเหลือและเรียนรู้วิธีการไปจนอายุประมาณ 7-9 ขวบ เด็กผู้ชายสามารถทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ได้ และเด็กผู้หญิงสามารถหุงข้าว ทำกับข้าวและเลี้ยงน้องได้ จนกระทั่งเมื่ออายุเข้าสู่วัยรุ่น สามารถทำมาหาเลี้ยงครอบครัวและเลี้ยงดูเด็กได้ จึงพร้อมที่จะเปลี่ยนสถานภาพเป็นพ่อเป็นแม่ และเป็นปู่ย่า ตายายในที่สุด การเรียนรู้ดังกล่าวเป็นการศึกษานอกระบบซึ่งต้องใช้เวลาตลอดชีวิต นอกจากการศึกษานอกระบบแล้วปัจจุบันเด็กชาวเล ยังเข้ารับการศึกษาภาคบังคับในโรงเรียนรัฐบาล ซึ่งจัดเป็นการศึกษาอย่างเป็นทางการ หรือการศึกษาในระบบตามนโยบายของรัฐด้วย ทำให้การศึกษานอกระบบจากพ่อแม่ลดบทบาทลง ไม่ค่อยมีเวลาได้อบรมขัดเกลา เนื่องจากเด็กต้องไปโรงเรียน

ในอดีตความแตกต่างทางด้านภาษา ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งในการเรียนการสอน เนื่องจากชุมชนชาวเลคงภาษาอูรักลาโว้ยเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวัน แต่ปัจจุบันพบว่าพ่อแม่ของเด็กเริ่มจะสอนลูกให้พูดภาษาไทยมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสอนภาษาอูรักลาโว้ยเพราะกลัวลูกจะมีปัญหาในการเข้าเรียนที่โรงเรียน กลัวจะพูดภาษาไทยไม่ได้ จึงสอนเด็กตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน หลังจากมีโทรทัศน์เข้าไปในหมู่บ้าน เด็กมีโอกาสได้ยินได้ฟังภาษาไทยมากขึ้นจากการดูโทรทัศน์ทุกวัน ทำให้เด็กเรียนรู้จากโทรทัศน์มากขึ้นอีกทางหนึ่ง

การรักษาพยาบาล
ก่อนที่การรักษาแผนปัจจุบันจะเข้ามาถึงหมู่บ้านสังกาอู้นั้น ในอดีตชาวเลมีความเชื่อว่าอาการเจ็บป่วยไม่สบายนั้นเกิดจาก “ผีกิน” จึงเป็นหน้าที่ของโต๊ะหมอประจำหมู่บ้านที่ต้องรักษาด้วยการขับไล่ หรือเชิญผีให้ออกไป วิธีบำบัดส่วนมากใช้วิธีร่ายเวทมนต์ เป่าคาถาอาคม หรือดูเทียนเพื่อดูอาการของโรคต่างๆ นานา บางครั้งก็เชื่อว่าการเจ็บป่วยนั้น อาจเป็นเพราะไปทำให้ผีบรรพบุรุษไม่พอใจ จึงต้องให้โต๊ะหมอรักษาอาการของโรค เพราะโต๊ะหมอจะสามารถติดต่อกับบรรพบุรุษได้ และรู้สาเหตุของความไม่พอใจนั้น รวมถึงการรู้วิธีที่จะดำเนินการให้หายจากโรคนั้นๆ ได้ หากไม่สบายธรรมดาโต๊ะหมอก็มีตัวยาที่จะรักษาโดยเฉพาะ หรือไม่ก็นำน้ำมนต์มาปัดเป่าโรค

โต๊ะหมอ คือคนกลางที่จะติดต่อระหว่างคนในหมู่บ้านกับวิญญาณ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามที่ชาวเลเคารพนับถือในช่วงของการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น หาสาเหตุของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ การเกิดภัยพิบัติ การแก้บน การรักษาพยาบาล เป็นต้น โต๊ะหมอเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากโต๊ะหมอคนก่อนแล้วว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถในการจดจำคาถาที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตลอดจนสมุนไพรที่ใช้รักษาโรค และได้รับการถ่ายทอดหรือเรียนรู้จากโต๊ะหมอคนก่อน

ถึงแม้ปัจจุบันชาวเลจะรู้จักและยอมรับการไปรักษาอาการเจ็บไข้ไม่สบายที่โรงพยาบาลแล้
ว แต่ชาวเลก็ยังมีความเชื่อในเรื่องการรักษาโรคหรืออาการต่างๆ กับโต๊ะหมออยู่ด้วยเช่นกัน และยังคงรักษาควบคู่กันไปกับการรักษาแผนปัจจุบัน ส่วนใหญ่ชาวเลจะรักษาตามอาการของโรคที่ปรากฏให้เห็นก่อน โดยบางครั้งก็ซื้อยาจากร้านค้ามากินเอง หากไม่หายก็จะไปโรงพยาบาล หรือไปหาโต๊ะหมอ

การประกอบอาชีพ
การประกอบอาชีพในหมู่บ้าน มีรูปแบบที่หลากหลายขึ้นในปัจจุบัน เพราะชาวเลต้องดิ้นรนทำมาหากินเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว ด้วยความที่มีรายได้ต่ำ โดยเฉลี่ยประมาณ 36,600 บาทต่อปีต่อคน (กชช. 2ค ปี 2544) อย่างไรก็ตามในแต่ละครัวเรือนมักจะมีการประกอบอาชีพมากกว่า 1 อย่าง เช่น นอกจากทำประมงแล้ว ในวันที่ไม่ได้ออกทะเลก็มักจะไปรับจ้างแรงงาน หรือบางครอบครัวก็ทำเกษตรกรรม

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา

ประมง
อาชีพประมงเป็นอาชีพที่ชาวเลถนัดที่สุด ชาวเลในสังกาอู้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง เพราะชีวิตผูกพันธ์กับท้องทะเลมาตั้งแต่เกิด และทำมาหากินกับทะเลมาตลอด การทำประมงในหมู่บ้านสังกาอู้เป็นประมงชายฝั่ง หรือเรียกว่าประมงพื้นบ้าน ที่หากินตามชายฝั่งทะเลอันดามัน หรือตามเกาะบริเวณใกล้เคียงโดยใช้เรือหางยาวติดเครื่องยนต์ และหากว่าชาวเลไปเยี่ยมญาติที่เกาะอื่น ก็มักจะพาเครื่องมือหาปลาไปด้วยเพื่อหาปลาระหว่างการเดินทาง ทำให้ไม่สูญเสียเวลาไปเปล่าๆ ชาวเลเกือบทุกคนในหมู่บ้านจะมีเรือเพื่อใช้ในการออกทะเล ไม่ว่าจะเป็นเรือของตนเองหรือเรือของเถ้าแก่ก็ตาม ในหมู่บ้านมีคนที่ทำอาชีพประมงอย่างเดียว 57 ครัวเรือน

ภาพที่แนบมา


การหาปลาในสมัยก่อนนั้นทำกันอย่างง่ายๆ ไม่ต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์อะไรมากนัก ซึ่งก็สามารถหาปลาได้เพียงพอสำหรับการยังชีพในครัวเรือนในแต่ละวัน และเครื่องมือส่วนใหญ่ก็สามารถหาได้ในท้องถิ่น แรงงานที่ใช้สำหรับการทำประมงก็ได้จากภายในครอบครัวนั่นเอง ปัจจุบันวิถีชีวิตและสภาพทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้การหาปลาต้องทำแข่งขันกับเวลาและต้องหาปลาให้ได้มากที่สุด เพื่อความอยู่รอดของตนเอง เพราะปัจจุบันอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการทำประมงนั้น ชาวเลส่วนมากยังต้องพึ่งพาเถ้าแก่ เนื่องจากชาวเลไม่มีเงินทุนมากพอที่จะซื้อเรือ หรืออุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ ได้ภายในครั้งเดียว ต้องค่อยๆ ผ่อนชำระ ทำให้ชาวเลต้องขยันหาปลาและออกทะเลมากกว่าในอดีตหลายเท่าตัว

เกษตรกรรม
ชาวเล ใช้พื้นที่บริเวณเชิงเขาปลูกมะพร้าว มะม่วงหิมพานต์และสะตอ มีชาวเลเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่ทำสวนเช่นนี้ เพราะไม่มีเวลามาดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร ส่วนใหญ่ยังต้องออกทะเลเป็นหลัก อย่างไรก็ตามพืชสวนเหล่านี้ ต่างก็เป็นไม้ที่ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากนัก เมื่อโตแล้วก็มักจะเก็บผลผลิตเพื่อเอาไปขายได้เลย ชาวเลบอกว่าเมื่อก่อนมะพร้าวขายดี ถึงจะราคาไม่แพงมากแต่ก็มีคนมารับซื้อถึงในหมู่บ้าน และก็มีการทำมะพร้าวแห้งขายด้วย แต่ปัจจุบันคนในเกาะลันตาก็หันมาปลูกมะพร้าวกันมากขึ้น ทำให้ราคาถูกลงมาก ส่วนใหญ่จึงปลูกไว้กินเองในครัวเรือน แต่หากมีพ่อค้าแม่ค้า หรือใครมาขอซื้อก็จะขายให้ในราคาที่ไม่แพง ส่วนมะม่วงหิมพานต์และสะตอขายได้ราคาดี และมักจะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงในหมู่บ้าน ส่วนที่เหลือจะนำมากินเองในครอบครัวและแบ่งเพื่อนบ้าน

รับจ้าง
นอก เหนือจากการทำประมงและเกษตรกรรมแล้ว ชาวเลยังทำอาชีพรับจ้างแรงงานต่างๆ หรือทำงานใน รีสอร์ทด้วย โดยเฉพาะหญิงชาวเลที่ไม่ได้ทำอะไรและต้องการหารายได้มาช่วยจุนเจือครอบครัว เนื่องจากเป็นอาชีพที่มีรายได้ประจำและแน่นอนในแต่ละวัน และไม่ต้องออกเสี่ยงภัยในทะเล ทำให้อาชีพนี้ได้รับความนิยมจากชาวเลมากขึ้น ส่วนอาชีพรับจ้างแรงงานก็ยังคงมีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นแรงงานผู้ชายที่มาทำงานรับจ้างต่างๆ เช่นแบกหาม ตัดหญ้าที่เทศบาล หรือก่อสร้าง ซึ่งแรงงานประเภทนี้พบเห็นได้ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

พีธีกรรม
ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา


อูรักลาโว้ยที่บ้านสังกาอู้มีประเพณีความเชื่อเป็นของตนเอง ที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างชัดเจน และปัจจุนบันยังคงมีประเพณีบางอย่างที่ได้สืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษ แต่อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปบ้างตามยุคตามสมัย เนื่องจากการติดต่อกับคนภายนอก และได้รับเอาวัฒนธรรมบางอย่างมาปฏิบัติ ทำให้รายละเอียดที่ปรากฏในพิธีกรรมเหล่านั้น ปรับตัวไปตามบริบทสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลา

พิธีบูชาแม่ย่านางเรือ

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา


เป็นพิธีกรรมหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำมาหากินในชีวิตของชาวเลหมู่บ้านสังกาอู้ ครอบครัวใดที่มีเรือออกทะเลต้องถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติในการทำพิธีนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อการทำมาหากิน คือการออกทะเลหาปลานั่นเอง ชาวเลเชื่อว่าการทำพิธีบูชาแม่ย่านางเรือ เป็นการบอกกล่าวให้แม่ย่านางประจำเรือแต่ละลำรับรู้เพื่อจะได้คุ้มครองไม่ให้เกิดอุบ
ัติเหตุเวลาออกทะเล และจับปลาหรือสัตว์ทะเลต่างๆ ได้มาก

พิธีลอยเรือ

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา


พิธีลอยเรือ เป็นพิธีที่ถือว่าสำคัญสำหรับชาวเลบ้านสังกาอู้มากที่สุด และเป็นพิธีที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ชุมชนจะจัดพิธีนี้ทุกปี ปีละ 2 ครั้ง ใช้เวลาครั้งละ 2 วัน คือ ในวันขึ้น 14 ค่ำ วันขึ้น 15 ค่ำ ของเดือน 6 และเดือน 11 (ประมาณเดือนพฤษภาคมและเดือนตุลาคม) เรือที่นำไปลอยเรียกว่า “เรือปาจั๊ก” วัตถุประสงค์ในการลอยเรือ คือ
1. เพื่อสะเดาะห์เคราะห์ให้ผีร้ายความเจ็บไข้ทั้งหลายทั้งปวงหายไปจากชุมชน
2. เพื่อส่งวิญญาณบรรพบุรุษไปสู่แดนสถิตคือ “ฆูนุงฌึรัย” ตามความเชื่อ
3. เพื่อส่งวิญญาณสัตว์ที่เคยฆ่าเป็นอาหารคืนให้เจ้าของเดิม

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา


ประเพณีนี้ทำให้กลุ่มชนชาวเลมีการกระทำทางสังคมร่วมกันและมีโอกาสได้มาพบปะสังสรรกัน
บ่อยๆ ทำให้เกิดแรงยึดเหนี่ยวทางสังคม การได้ทำพิธีรำลึกถึงบรรพบุรุษร่วมกันของชาวเลทำให้เกิดความสามัคคี และดำรงวิถีชีวิตที่คงเอกลักษณ์ไว้ ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินไป ทั้งทำให้เกิดการรับวัฒนธรรมใหม่จากภายนอกเข้ามาปฏิบัติผสมผสานกับประเพณีดั้งเดิมโด
ยไม่ละทิ้งประเพณีดั้งเดิมของชุมชนไปเสียทีเดียว ถึงแม้ว่ารายละเอียดของประเพณีหรือพิธีนั้นๆ จะไม่คงรูปแบบเดิมไว้ทั้งหมดก็ตาม ซึ่งเป็นธรรมดาของวัฒนธรรมที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

สังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเลเริ่มมีการติดต่อกับผู้คนภายนอกมากขึ้น เข้าไปเกี่ยวข้องและรับเอาระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่เข้ามามากขึ้น แม้ว่าในสภาพปัจจุบันจะยังคงรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบเดิมอยู่บ้าง แต่การที่ต้องติดต่อพึ่งพาปัจจัยหลายอย่างจากสังคมภายนอก ทำให้ชาวเลเริ่มซึมซับและยอมรับเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่มีตลาดเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนได้โดยง่ายดาย จนบางครั้งสิ่งของบางอย่างที่ไม่จำเป็นต่อสังคมหมู่บ้าน ก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องหาต้องมีเหมือนบ้านอื่นๆ โดยคิดว่าเป็นความมีหน้ามีตา และเท่าเทียมคนอื่น รายจ่ายในแต่ละวันก็เพิ่มสูงขึ้น แม้จะต้องเร่งเพิ่มผลผลิต โดยการทำมาหากินมากขึ้น แต่รายได้ก็ยังคงไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ข้อมูล : คัดย่อจากวิทยานิพนธ์ของนางสาว เยาวลักษณ์ ศรีสุกใส
เรื่อง " การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมและวัฒนธรรมของชาวเล
ศึกษากรณีชาวเลสังกาอู้ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่


ที่มา andamanproject :: ท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่:: หมู่เกาะลันตา

Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



- ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 16th December 2018 - 10:27
โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เกาะช้าง:: สถานที่ท่องเที่ยว :: กระบี่ สถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจ :: ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน :: เกาะสมุย สวรรค์ทะเลอ่าวไทย :: ประวัติสุนทรภู่ :: เทคนิคการถ่ายภาพ :: ดอยอินทนนท์
Design by: IPB 2.3 Skins & Web Browsers News ของเล่นไม้ Plantoys