IPB
Thailand Travel Information :: English Version ::
เว็บไซต์แนะนำ: รวมฮาวทู เทคนิค DIY ต่างๆทุกๆเรื่องที่คุณอยากรู้

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 
Reply to this topicStart new topic
> ศิลปะ วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น จังหวัดพัทลุง
อี๊ดคุง
โพสต์ Sep 17 2007, 15:34
โพสต์ #1


...ฅนค้น..ใคร...
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 3,362
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-Sep-06
หมายเลขสมาชิก : 1
Point : n/a Point
Ticket : n/a Point



วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น จังหวัดพัทลุง


1.งานประเพณีแข่งโพนลากพระ (ชักพระ)
นิยมทำกันทั่วไปในภาคใต้ ในช่วงเดือน 11 (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) การลากพระมีอยู่ 2 ลักษณะ ตามความเหมาะสมของภูมิประเทศ คือ ลากพระทางบกและลากพระทางน้ำ สำหรับจังหวัดพัทลุงเป็นการลากพระทางบก ซึ่งจะมีการตีโพน (กลอง) เพื่อควบคุมจังหวะในการลากพระ ขบวนพระลากของแต่ละวัดก็จะมีผู้ตีโพนอยู่บนขบวน และเมื่อผ่านวัดต่างๆ ก็จะมีการตีโพนท้าทายกัน ทำให้มีการแข่งขันตีโพนเกิดขึ้น และทางจังหวัดพัทลุงก็ได้จัดให้มีการแข่งขันตีโพนขึ้นเป็นประจำทุกปี ในเทศกาลลากพระเดือน 11
ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา
โพน หรือที่รู้จักกันดีว่า กลอง นั่นเอง.......................การแข่งขันตีโพน

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา
ชาวบ้านต่างร่วมใจกันลากพระในงานประเพณีลากพระ.............ชาวบ้านต่างร่วมใจกันลาก
พระในงานประเพณีลากพระ



2.การละเล่นซัดต้ม
ประเพณีซัดต้มมีที่มาอันเกี่ยวข้องกับประเพณีลากพระกล่าวคือ ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จกลับจากจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดีงส์ ลงมายังโลกมนุษย์ซึ่งตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะมีพุทธศาสนิกชนรอ เข้าเฝ้าเพื่อถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์ แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนมีเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถถวายภัตตาหาร ได้อย่างใกล้ชิด จึงได้มีการนำใบไม้มาห่อหุ้มภัตตาหาร ซึ่งเรียกกันว่า "ข้าวต้ม" หรือ "ต้ม" และพยายามโยนต้มเหล่านั้นให้ลงบาตร แต่การโยนทำให้ต้มพลาดไปถูกเหล่าพุทธศาสนิกชนด้วยกันเอง ต่อมาจึงกลายเป็นการละเล่นซัดต้ม และพัฒนาเป็นการแข่งขันด้านไหวพริบ และความรวดเร็วว่องไวในการซัดและหลบหลีกต้มซึ่งจัดทำอย่างพิเศษ (ใช้ข้าวตากผสมกับทรายห่อด้วยใบตาลเป็นรูปตะกร้อสี่เหลี่ยม) การละเล่นซัดต้มต้องอาศัยความกล้าหาญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าไม่สามารถหลบหลีกต้มของคู่ต่อสู้ อาจจะเป็นอันตรายได้ ปัจจุบันการซัดต้มหาดูได้ค่อนข้างยาก ทางจังหวัดพัทลุงจึงได้จัดให้มีการแข่งขันซัดต้ม รวมอยู่ในงานประเพณีแข่งโพนลากพระใน เดือน 11 ด้วย

3.ประเพณีชิงเปรต
เป็นงานประเพณีซึ่งจัดขึ้นในเทศกาลสารทไทย ปีหนึ่งจะมีการจัดงานชิงเปรตขึ้น 2 ครั้ง คือในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 และวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 อีกครั้งหนึ่ง ตามคติโบราณที่เชื่อกันมาว่า ผู้ตายไปแล้วนั้นมีจำนวนไม่น้อย ไปตกนรกหมกไหม้ เพราะเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ได้ทำบาปไว้มาก ผู้ที่ตกนรกนี้ชาวพัทลุงเรียกว่า "เปรต" ครั้นพอถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ยมบาลจะปล่อยตัวเปรตเหล่านี้ออกจากนรกมาบนโลกมนุษย์ เพื่อรับเซ่นสังเวยจากญาติพี่น้องของตนเอง และจะอยู่ได้จนถึงวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 เท่านั้น จะต้องกลับลงนรกในวันนี้ ด้วยคตินี้เอง ชาวเมืองพัทลุงจึงจะพากันไปทำ บุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติพี่น้องของตน โดยจัดสำรับเครื่องคาวหวานใส่สำรับไปถวายพระ พร้อมกับนำขนมและอาหารคาว หวานอีกส่วนหนึ่งตั้งไว้ตรงปากทางเข้าวัดเรียกว่า "ตั้งเปรต" พอทำบุญเสร็จก็มีการชิงเปรต คือมีการแย่งอาหารคาวหวานและขนมที่ตั้งไว้ โดยถือว่าการแย่งหรือชิงเครื่องเซ่นสังเวยเปรตบรรพบุรุษนั้นกินแล้วจะโชคดี พิธีชิงเปรตนี้จึงทำกันครั้งแรก ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ถือเป็นวันต้อนรับเปรตที่ขึ้นมาจากนรก และทำอีกครั้งในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ถือเป็นการส่งเปรตกลับสู่นรก

4.งานวันอนุรักษ์มรดกไทยและงานมหกรรมชิงแชมป์หนังตะลุง
เป็นงานที่จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี กิจกรรมภายในงานจะเป็นการจัดนิทรรศการการละเล่นพื้นบ้านปักษ์ใต้ และการประกวดหนังตะลุงซึ่งได้รับความสนใจจากศิลปินพื้นบ้านเข้าร่วมการประกวดมากมาย งานดังกล่าวนี้จะจัดขึ้น ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดพัทลุง

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา
การแกะตัวหนัง.....................การเชิดหนังตะลุง


5.โนรา นาฏศิลป์เมืองใต้
เป็นการละเล่นพื้นเมืองภาคใต้ที่มีมาแต่โบราณ ประมาณอายุตามที่หลาย ๆ ท่านสันนิษฐานไว้ ตกสมัยศรีวิชัย หรือไม่ก็ราวพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นอย่างน้อย ด้วยกาลเวลาผ่านมานานเช่นนี้ ทำให้ประวัติความเป็นมาของโนราเล่าผิดเพี้ยนกันจนกลายเป็นตำนานหลายกระแสเล่าโดย ขุนอุปถัมภ์นรากร( โนราพุ่มเทวา) อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ความว่า พระยาสายฟ้าฟาดเป็นกษัตริย์ครองเมือง ๆ หนึ่ง มีชายาชื่อนางศรีมาลา มีธิดาชื่อนวลทองสำลี วันหนึ่ง นางนวลทองสำลีสุบินว่ามีเทพธิดามาร่ายรำให้ดู ท่ารำมี 12 ท่า มีดนตรีประโคมได้แก่ กลอง ทับ โหม่ง ฉิ่ง ปี่ และแตระ นางให้ทำเครื่องดนตรี และหัดรำตามที่สุบินเป็นที่ครึกครื้นในปราสาท

กระแสที่ 2 เล่าโดยโนราวัด จันทร์เรือง ตำบลพังยาง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ความว่า เมืองปัญจา เจ้าเมือง ชื่อท้าวแสงอาทิตย์ ชายาชื่อ กฤษณา มีโอรสชื่อ ศรีสุธน มีชายาชื่อกาหนม มีพรานปืนหนึ่งคน ชื่อบุญสิทธิ์ พรานออกป่าล่าเนื้อมาส่งส่วยทุก 7 วัน ครั้งหนึ่งหาเนื้อไม่ได้ แต่ได้พบนาง 7 คน มาอาบน้ำที่สระอโนตัด ครั้นกลับมาเฝ้าพระราชาและทูลว่าหาเนื้อไม่ได้ จึงถูกภาคทัณฑ์ว่าถาหาเนื้อไม่ได้อีกครั้งเดียว จะถูกตัดหัว พรานจึงคิดจะไปจับนางทั้ง 7 มาถวายแทนสัก 1 คน ครั้งหนึ่ง ขณะนางทั้ง 7 คนอาบน้ำที่สระอโนตัด พรานบุญลักปีกหางนางโนรา แล้วไปขอร้องพญานาคเกลอมาช่วยจับ พญานาคนี้เดิมเคยถูกครุฑเฉี่ยว พรานบุญได้ช่วยชีวิตไว้ ครั้นพรานขอร้องจึงให้การช่วยเหลือ พรานนำนางโนราไปถวายพระศรีสุธน พระศรีสุธนรับไว้เป็นชายา ต่อมาข้าศึกเมืองพระยาจันทร์ยกมาตีปันจา พระศรีสุธนออกศึก แล้วตามไปปราบถึง เมืองพระยาจันทร์อยู่ข้างหลัง นางกาหนมหาอุบายจะฆ่านางโนรา โดยจ้างโหรให้ทำนายว่า พระศรีสุธนมี พระเคราะห์จะไม่ได้กลับเมือง ถ้าไม่ได้ทำพิธีบูชายัญ การบูชายัญนี้ให้เอานางโนราเผาไฟ นางโนราจึงอุบาย ขอปีกหางสวมใส่เพื่อรำไห้แม่ผัวดูก่อนตาย และให้เปิดจาก 7 ตับเพื่อรำถวายเทวดา นางรำจนเพลินแล้วบินหนีไปเมืองไกรลาศ พระสุธนตามไปจนได้รับกลับเมือง

กระแสที่ 3 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอ้างถึงหลักฐานอันเป็นตำนานที่ได้ไปจากนครศรีธรรมราช ดังปรากฎในหนังสือตำนานละครอิเหนาว่า”ในคำใหว้ครูของโนรามีคำกล่าวถึงครูเดิมของโนรา
ที่ชื่อขุนศรัทธาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา มีความผิดต้องราชทัณฑ์ ถูกลอยแพไปเสียจากพระนคร แพลอยไปติดอยู่ที่เกาะสีชัง พวกชาวเรือทะเลมาพบเข้า จึงรับไปส่งขึ้นที่เมืองนครศรีธรรมราช ขุนศรัทธาจึงได้เป็นครูฝึกโนรา ให้มีขึ้นที่เมืองนครเป็นต้นมา”
ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา
โนรารุ่นเยาว์ สืบสานนาฏศิลป์แดนใต้.......... การแสดงมโนราห์ที่นับวันจะหาดูได้ยาก


ที่มา http://www.phatthalung.go.th/culture.php

ท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง

Go to the top of the page
 
+Quote Post
อี๊ดคุง
โพสต์ Feb 16 2009, 21:59
โพสต์ #2


...ฅนค้น..ใคร...
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 3,362
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-Sep-06
หมายเลขสมาชิก : 1
Point : n/a Point
Ticket : n/a Point



สืบสานประเพณี ตี "โพน" ดังดีที่พัทลุง


ภาพที่แนบมา
ลีลาการตีโพนจากแชมป์โพนถ้วยพระราชทาน ปี 51

ตึง...ตึง...ตึง... นี่เป็นเสียงของเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง เรียกว่า "โพน" จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ "กลอง"

โพนเป็นภาษาท้องถิ่นของภาคใต้ใช้เรียกเครื่องดนตรีพื้นบ้าน เสียงของมันมีความดังก้องกังวาน ที่แสดงถึงพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะโพนที่จังหวัดพัทลุงนั้นได้รับการยอมรับว่า ยอดเยี่ยมไม่เป็นรองใคร

ทำความรู้จัก "โพน" เมืองพัทลุง

ไม่ว่าต้นกำเนิดของโพนจะมาจากที่ใดก็ตาม แต่ที่แน่นอนที่สุดคือ "โพน" อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนพัทลุงหรือคนเมืองลุงมายาวนาน วิธีการทำโพน และลีลาท่าทางการตีโพนของคนเมืองพัทลุงก็จะไม่เหมือนกับเมืองอื่นๆ คือมีทั้งความสวยงามและความแข็งแรงเข้มแข็งอยู่ในที

ภาพที่แนบมา
กลองโพนแห่งหมู่บ้านทำโพน

สำหรับอดีตของโพนนั้น ในอดีตจะนำมาตีเพื่อให้สัญญาณเวลาฉันท์อาหาร ใช้ตีบอกเหตุร้ายในเวลากลางคืน หรือตีโพนเพื่อเป็นสัญญาณการเรียกประชุม นอกจากนั้นยังใช้โพนเพื่อให้จังหวะการลากพระสร้างความสนุกสนานให้กับขบวนลากพระ การลากพระ(ชักพระ)เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณของชาวใต้จัดขึ้นในวันออกพรรษา

เรียนรู้วิธีการทำโพน จากภูมิปัญญา

ปัจจุบันการทำโพนกลายเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดพัทลุงไปแล้ว โดยเฉพาะที่หมู่บ้านทำโพน ม. 3 ต.ปรางหมู่ อ.เมือง จ.พัทลุง ถือเป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อลือชาในการทำโพนมาแต่ช้านาน ช่างทำโพนหมู่บ้านนี้ถ่ายทอดเคล็ดลับวิธีการทำโพนสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยในปัจจบันมีการมีการประยุกต์ นำเทคนิคและคิดค้นวิธีการเพื่อให้ได้โพนที่มีเสียงไพเราะมากยิ่งขึ้น

ภาพที่แนบมา
หอโพนมงคลเมืองพัทลุง

ขั้นตอนการทำโพนนั้น ช่างจะเริ่มจากการการคัดเลือกไม้ที่จะนำมาทำ ไม้ที่นิยมนำมาทำจะเป็นไม้เนื้อแข็งได้แก่ ไม้ตลาดโตนด ไม้จำปาปีก ไม้ขนุนป่า ทั้งต้นมาตัดให้มีความสมส่วนกับเส้นผ่าศูนย์กลางของไม้ที่นำมาทำ โดยมีสัดส่วนความกว้างของหน้าโพนยาวเท่ากับความยาวของหน่วยโพน ตั้งแต่ช่วงระหว่างลูกสักของหน้าโพนทั้งสองหน้า

หลังจากนั้นเจาะให้มีลักษณะกลมกลวงเป็นอกไก่ โดยใช้ ขวาน สิ่ว ปิ้ง ขวานถาก สิ่งกระทุ้ง เมื่อขุดเจาะไม้เป็นหน่วยโพนตามความต้องการแล้ว นำหน่วยโพนมาวางบนหมอนรองโพนซึ่งมีความกว้างกว่าหน้าโพน อาจเป็นแผ่นไม้หรือตีไม้เป็นกากบาทวางอยู่ในตำแหน่งตรงกลางของลานแม่ไฟ ซึ่งเป็นแผงหรือผังไม้สี่เหลี่ยมจัตุรัสใช้ยึดคันเบ็ดในการดึงรั้งการขึงหนัง

สำหรับหนังที่ใช้หุ้มโพนนิยมใช้หนังควายแก่ และผอมเนื่องจากมีไขมันติดน้อย มีความทนทาน ถ้าหากเป็นควายที่มีการใช้งานยิ่งดีเพราะว่าหนังจะมีความเหนียว และทนทานสามารถใช้งานได้นาน หนังที่จะใช้ต้องเป็นหนังสด นำมาหุ้มหน้าโพนด้วยการแทงไม้กลัดกับชายหนังเพื่อเกี่ยวหูชองแช่เกลือ นำมาขึงแผงตากให้แห้งแล้วนำมาฆ่า (ฆ่าหนังคือการตีหนัง) โดยนำมาแช่น้ำที่ผสมกับหยวกกล้วย ลูกมะเฟืองเหลี่ยม ตะไคร้แช่หมักไว้หนึ่งคืน แล้วนำมาฆ่าด้วยการตีด้วยค้อนไม้ที่ทำด้วยไม้กระถินณรงค์ด้ามหวาย ตีจนหนังยึดตัวเต็มที่แล้วนำไปหุ้มโพน (การตีฆ่าหนังต่อตีไปเรื่อยๆจนหนังตึงและดังดี)

ภาพที่แนบมา
ช่างทำโพนกำลังแทงไม้กลัดชายหนังเพื่อเกี่ยวหูชองอย่างแข็งขัน

หลังจากนั้นนำเนื้อมะพร้าวกะทิมาชโลมหนัง เพื่อให้น้ำกะทิกัดหนังทำให้หนังเป็นมันใสและสีผิวหนังลอกออกจะเป็นสีขาวสวย ขณะที่ตีหนังจะต้องชโลมมะพร้าวกะทิลงบนหนังทิ้งไว้ทั้งคืน จนกว่าจะได้หน้าโพนที่เสียงดี และมีข้อควรระวังคือ เวลาตากหนังต้องระวังไม่ให้มดแดงขึ้น เพราะหนังที่มดแดงปัสสาวะใส่จะทำให้หนังหมดสภาพ

และก่อนที่จะหุ้มหน้าโพนจะต้องเจาะรูลูกสักให้ห่างจากขอบลงมาเล็กน้อย เจาะให้รอบหน่วยโพนทั้ง 2 ด้าน ลูกสักแต่ละลูกจะห่างกันไม่เกิน 2 เซนติเมตร โพน 1 ลูกจะใช้ลูกสักประมาณ 80-150 ลูก ดึงหนังให้ตึงใช้ไม้กลัดที่เหลาจากไม้ไผ่ให้แหลมมาแทงชายหนัง เพื่อใช้เป็นที่ยึดจับหูชองให้รอบผืนหนัง เกี่ยวหูชองด้วยเชือกที่มีความแข็งแรงรอบหน่วยโพน แล้วใช้ไม้คันเบ็ดที่มีความแข็งแรงทนทานในการรับน้ำหนักแรงดึงสอดใส่ในหูชอง ปลายไม้คันเบ็ดด้านหนึ่งเลยเข้าไปสอดขัดกับหมอนรองโพน ส่วนปลายไม้คันเบ็ดอีกด้านหนึ่งใช้เชือกผูกดึงไว้กับไม้ลานแม่ไฟ แล้วตีหนังให้ยึดตึงสลับกับดึงคันเบ็ดลงมาเรื่อง ๆ จนหนังตึงและได้เสียงที่ต้องการ

ภาพที่แนบมา
ใช้คันเบ็ดดึงหนังหุ้มโพน

เมื่อได้หนังที่เสียงไพเราะแล้วนำลูกสัก ที่เหลาด้วยไม้เป็นเดือยแหลมหัวมนด้วยไม้เนื้อแข็ง ตอกยึดหนังกับหน่วยโพนตามรูที่เจ้าไว้โดยรอบหน่วยโพน แล้วใช้หวายมาขัดเป็นปลอกลายหางเลนรัดหนังกับหน่วยโพนใต้แนวลูกสักทั้ง 2 ด้าน ก็จะเสร็จสิ้นการหุ้มโพน จากนั้นนำโพนลงจากหมอนรองโพนแล้วนำมาใส่ขาไม้ยึดโพนให้ตั้งได้อย่างมั่นคง

เคล็ดลับ ที่ (ไม่) ลับกับการตีโพน

เสกสรร อ่อนทอง แชมป์โพนขนาดกลาง เล่าให้ฟังว่า "เริ่มเล่นโพนมาตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยเริ่มเล่นกันในหมู่บ้าน จะมีนักเรียน นักศึกษา มาซ้อมตีกัน โดยจะฝึกซ้อมทุกวัน ตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม ปีนี้เป็นแรกที่ผมได้รางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ หลักสำคัญในการตีโพนคือต้องตีให้ดังๆใส่แรงเต็มที่ คนที่ตัวใหญ่ได้เปรียบเพราะมีแรงเยอะ โพนที่ใช้แข่งชื่อว่า สุวรรณโณ เหตุผลที่ใช้ชื่อโพนสุวรรณโณเพราะว่าเป็นฉายาทางธรรมที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้"

เสกสรร ยังบอกอีกว่า เทคนิคการตีโพนที่ดี ผู้ตีต้องมีร่างกายแข็งแรงและมีพละกำลังมากเพราะต้องตีให้ครบตามเวลาที่กำหนด ผู้ตีโพนต้องมีลูกเล่นและไหวพริบยั่วเย้าให้คู่แข่งหลงทาง โพนเสียงทุ้มจะเป็นเสียงที่ต้องให้ตีสม่ำเสมอ ส่วนโพนเสียงแหลมจะต้องตีขัดให้กรรมการได้ยิน โดยรวบรวมพลังที่มีแล้วทิ้งลงไปที่จุดกลางโพน ความแรงและพละกำลังในการตีโพนต้องสม่ำเสมอ

ภาพที่แนบมา
หนังสัตว์ที่ใช้ในการทำโพน

ย้อนอดีตประเพณีแข่งโพน

ประเพณีแข่งโพน เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวปักษ์ใต้ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆกับประเพณีลากพระ เนื่องจากวัดส่วนมากจะอยู่ในละแวกเดียวกัน เสียงโพนที่ดังกึกก้องนั้นทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าดังมาจากวัดไหน จึงเป็นที่มาของการแข่งโพน จังหวัดพัทลุงมีงานแข่งขันโพนที่ยิ่งใหญ่และสนุกสนานกว่าเมืองอื่นๆและจัดในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ตรงกับวันออกพรรษา ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี จึงมีคำพูดจากปากของผู้ที่ได้ชมการแข่งโพน "จะร้อยพันแม้นหมื่นเสียงตะโกน ฤาจะสู้เสียงแข่งโพนที่เมืองลุง" กลายเป็นคำกล่าวที่สะท้อนให้เห็นความยิ่งใหญ่ และความมีชื่อเสียงของกลองโพนที่จังหวัดพัทลุง จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า "จะแลแข่งโพนให้หรอยและหนุกต้องแข่งโพนเมืองลุง"

ลักษณะของการแข่งโพนสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทด้วยกันคือ การแข่งขันมือ (ตีทน) การแข่งขันมือไม่ค่อยได้รับความนิยมเนื่องจากต้องใช้เวลาตีนาน เพราะต้องแข่งขันกันจนกว่าผู้ตีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะหมดแรง หรือมืออ่อนลงไปเองจึงตัดสินรู้แพ้รู้ชนะได้ อีกประเภทหนึ่งคือการแข่งขันจันเสียง การแข่งขันจันสียงนี้จะได้รับความนิยมมากในปัจจุบันเพราะสามารถตัดสินผู้ชนะได้ง่ายแ
ละใช้เวลาเพียงนิดเดียว

ภาพที่แนบมา
โพนดี โพนดัง ต้องโพนเมืองพัทลุง

การแข่งขันตีโพน มักจะเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือน 10 และสิ้นสุดในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันออกพรรษาพอดี สถานที่ทำการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการผู้จัดว่าจะจัดขึ้นที่ใด ส่วนมากนิยมแข่งขันกันในช่วงกลางคืนตั้งแต่เวลา 21.00 น. เป็นต้นไป ถ้าหากมีผู้เข้าแข่งขันตีโพนจำนวนมาก อาจจะแบ่งประเภทของกลองโพน โดยวัดจากเส้นผ่านศูนย์กลางได้เป็น ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่

การตีโพนเป็นศิลปะที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของจังหวัดพัทลุง ถ้าลูกหลานไม่ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ หรือช่วยกันเผยแพร่ศิลปะที่ดีงามนี้ให้คนทั่วไปได้รู้จัก โพนจะกลายเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง ที่ประดับไว้ในบ้านเพื่อความสวยงามเท่านั้น และเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลกับชีวิต อยากเชิญชวนให้มาชมการแข่งขันตีโพนและร่วมตีโพนสำคัญๆที่หอโพนทั้ง 9 จุดในจังหวัดพัทลุง และถ้ามาที่จังหวัดพัทลุงแล้วไม่ได้มาตีโพนทั้ง 9 ลูก ก็เหมือนมาไม่ถึงจังหวัดพัทลุงโดยสมบูรณ์


สืบสานประเพณี ตี "โพน" ดังดีที่พัทลุง
ภาพที่แนบมา
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กุมภาพันธ์ 2552 17:03 น.
Go to the top of the page
 
+Quote Post
dadhangmak
โพสต์ Jun 12 2012, 10:47
โพสต์ #3


Freshy
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 1
เป็นสมาชิกเมื่อ : 12-Jun-12
หมายเลขสมาชิก : 2,579



hello
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



- ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 20th November 2017 - 02:54
โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เกาะช้าง:: สถานที่ท่องเที่ยว :: กระบี่ สถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจ :: ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน :: เกาะสมุย สวรรค์ทะเลอ่าวไทย :: ประวัติสุนทรภู่ :: เทคนิคการถ่ายภาพ :: ดอยอินทนนท์
Design by: IPB 2.3 Skins & Web Browsers News ของเล่นไม้ Plantoys