IPB
Thailand Travel Information :: English Version ::
เว็บไซต์แนะนำ: รวมฮาวทู เทคนิค DIY ต่างๆทุกๆเรื่องที่คุณอยากรู้

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 
Reply to this topicStart new topic
> ประวัติศาสตร์ จังหวัดเพชรบุรี
อี๊ดคุง
โพสต์ Oct 26 2007, 00:07
โพสต์ #1


...ฅนค้น..ใคร...
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 3,362
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-Sep-06
หมายเลขสมาชิก : 1
Point : n/a Point
Ticket : n/a Point



ประวัติ จังหวัดเพชรบุรี

ภาพที่แนบมาภาพที่แนบมาภาพที่แนบมา


ความเป็นมาของจังหวัดเพชรบุรี

ร่องรอยของผู้คนในอดีตในเขตจังหวัดเพชรบุรี ปรากฏหลักฐานในรูปของโบราณวัตถุ โบราณสถาน แหล่งที่อยู่อาศัยหลงเหลืออยู่ทั่วไปตั้งแต่ในช่วงที่เป็นชุมชน สมัยก่อนประวัติศาสตร์พบหลักฐานแถบภูเขาทางตะวันตกในเขตอำเภอท่ายาง จวบจนสังคมพัฒนาขึ้นภายใต้วัฒนธรรมแบบทวารวดี ก็พบร่องรอยของชุมชนเหล่านี้ในหลายพื้นที่ เช่น กลุ่มผลิตรูปเคารพหนองปรง ในเขตอำเภอเขาย้อย กลุ่มบ้านหนองพระ เนินโพธิ์ใหญ่ เนินดินแดง วัดป่าแป้นในเขตอำเภอบ้านลาด กลุ่มเขากระจิว ในเขตอำเภอท่ายาง กลุ่มทุ่งเศรษฐี ในเขตอำเภอชะอำ แต่ในลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีก็ยังไม่พบหลักฐานของเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ แบบเมืองทวารวดีที่ พบทั่วไปใน ลุ่มแม่น้ำสำคัญอื่น ๆ ในแถบภาคกลางของไทยแต่ก็พบหลักฐานโบราณวัตถุแบบทวารวดี คือธรรมจักรหินในบริเวณชุมชนเก่าทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเพชรบุรี


เพชรบุรีในวัฒนธรรมเขมรโบราณ

เมื่อชุมชนในแถบลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรโบราณ ในช่วงเวลานี้น่าจะมีการพัฒนาขึ้นในระดับหนึ่ง คงมีการสร้างเมืองในรูปแบบของวัฒนธรรมเขมรโบราณเป็นรูปสี่เหลี่ยม ขึ้นที่ทางฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเพชรบุรี (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลช่องสะแก อำเภอเมืองเพชรบุรี) ผลจากการศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศ (โดยผ่องศรี วนาสิน และทิวา ศุภจรรยา) พบว่าบริเวณเมืองเพชรบุรีมีร่องรอยของแนวคูเมืองและกำแพงเมือง ที่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่ใกล้จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มากกว่าสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความยาวของแนวคูเมืองกำแพงเมืองแต่ละด้านกว่า 1 กิโลเมตร เมืองนี้ใช้แม่น้ำเพชรบุรีเป็นคูเมืองด้านทิศตะวันตก ลักษณะของผังเมืองที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมแบบสม่ำเสมอ เป็นเมืองที่มีอายุหลังสมัยทวารวดีมักพบมากในช่วงที่ได้รับอิทธิพล วัฒนธรรมเขมรโบราณลงมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จึงอาจกล่าวได้ว่าร่องรอยของแนวคูเมืองกำแพงเมืองที่หลงเหลืออยู่นี้ เป็นร่องรอยของเมืองตั้งแต่ในช่วงที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร หลักฐานที่เป็นเครื่องสนับสนุนความเป็นบ้านเป็นเมืองในช่วงเวลานี้คือ โบราณสถานที่วัดกำแพงแลง อันได้แก่ปรางค์ศิลาแลง 5 องค์ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและรูปเคารพที่ได้จากบริเวณนี้ล้วนมีอิทธิพล ศิลปเขมรโบราณแบบบายน ที่มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 - 19 และถ้าหากเชื่อว่าเมืองนี้คือหนึ่งในเมืองที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ทรงประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถไว้ เมืองนี้ก็คือเมือง ศรีชัยวัชรบุรี


เพชรบุรีในสมัยสุโขทัย

อาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงแม้จะมีอำนาจครอบคลุมเพชรบุรี แต่เพชรบุรีก็ยังมีอิสระอยู่มาก สามารถส่งทูตไปจีนได้ ต้นวงศ์ของกษัตริย์เพชรบุรีในช่วงสมัยสุโขทัยคือ พระพนมทะเลศิริ ผู้เป็นเชื้อสายของพระเจ้าพรหมแห่งเวียงไชยปราการ ราชวงศ์นี้ได้ครองเมืองเพชรบุรีมาจนถึงสมัยพระเจ้าอู่ทอง จึงได้เสด็จไปสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

เพชรบุรีในสมัยอยุธยาตอนต้น

เพชรบุรีขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาในแบบศักดินาสวามิภักดิ์มีขุนนางควบคุมเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยพระบรมไตรโลกนาถอำนาจใน ส่วนกลางมีมากขึ้น เพชรบุรียังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นอำนาจจากส่วนกลางจึงมามีส่วนในการปกครองเพชรบุรีมากกว่าเดิม
ในสมัยพระมหาธรรมราชา ทางเขมรได้ให้พระยาจีนจันตุยกทัพมาตีเมืองเพชรบุรี แต่ชาวเพชรบุรีป้องกันเมืองไว้ได้ ต่อมาพระยาละแวกได้ยกทัพมาเองมีกำลังประมาณ 7,000 คน เมืองเพชรบุรีจึงตกเป็นของเขมร จนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตีเขมรชนะ เพชรบุรีจึงเป็นอิสระ และเนื่องจากทรงโปรดปรานเมืองเพชรบุรีเป็นพิเศษ จึงได้เสด็จมาประทับที่เมืองเพชรบุรีเป็นเวลาถึง 5 ปี ก่อนจะทรงยกทัพใหญ่ไปปราบพม่า และสวรรคตที่เมืองหาง

เจ้าเมืองเพชรบุรีและชาวเมืองเพชรบุรีได้ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้ กับข้าศึกหลายครั้ง นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเชษฐาธิราชและสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ โดยเฉพาะในสมัยพระเทพราชานั้น การปราบปรามเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชซึ่ง แข็งเมือง พระยาเพชรบุรีได้เป็นกำลังสำคัญในการส่งเสบียงให้แก่กองทัพฝ่ายราชสำนักอยุธยา อย่างไรก็ดีเมืองเพชรบุรีถูกตีแตกอีกครั้ง เมื่อพม่าโดยมังมหานรธราได้ยกมาตีไทย จนไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 นั่นเอง


เพชรบุรีในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินจนถึงแผ่นดินพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ไทยยังคงทำสงครามกับพม่ามาโดยตลอดซึ่ง เจ้าเมืองและชาวเมืองเพชรบุรีก็ยังคงมีส่วนในการทำสงครามดังกล่าว จนเมื่อพม่าตกเป็นของอังกฤษบทบาทของเมืองเพชรบุรีที่มีต่อเมืองหลวงและราชสำนัก จึงค่อยๆเปลี่ยนไป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปรานเมืองเพชรบุรี ตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวชอยู่เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว โปรดให้สร้างพระราชวัง วัดและพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นบนเขาเตี้ย ๆ ใกล้กับตัวเมืองและพระราชทานนามว่า “พระนครคีรี” ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังอีกแห่งหนึ่งในตัวเมืองเพชรบุรี คือ “พระรามราชนิเวศน์” หรือที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า “วังบ้านปืน”
และด้วยความเชื่อที่ว่าอากาศชายทะเลและ น้ำทะเลอาจบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าให้สร้างพระราชวัง “พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน” ขึ้นที่ชายหาดชะอำเพื่อใช้เป็นที่ประทับรักษาพระองค์





ที่มา http://www.phetchaburi.go.th/data/about_phet1.htm

ท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี
ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดเพชรบุรี>>

Go to the top of the page
 
+Quote Post
อี๊ดคุง
โพสต์ Jul 15 2009, 22:44
โพสต์ #2


...ฅนค้น..ใคร...
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 3,362
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-Sep-06
หมายเลขสมาชิก : 1
Point : n/a Point
Ticket : n/a Point



ประวัติความเป็นมา
[แก้ไข] สมัยทวารวดี (พ.ศ. 1000-1500)

เพชรบุรีเป็นเมืองหนึ่งที่ขึ้นต่ออาณาจักรทวารวดี ซึ่งมีจังหวัดนครปฐมเป็นราชธานี ชื่อเมืองเพชรบุรีนั้นสันนิษฐานว่าพวกพราหมณ์เป็นผู้ตั้งชื่อ โดยนำมาจากอาวุธของพระเป็นเจ้าของพราหมณ์ คือ วชิราวุธ เนื่องจากพวกพราหมณ์ได้เข้ามาสู่ดินแดนแถบนี้นานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่อารยธรรมอินเดียเข้าสู่แคว้นสุวรรณภูมิหรืออาจตั้งชื่อจาก เพชรพลอยจากเขาเพชรพลอยที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งกล่าวกันว่ามีเพชรพลอยสีขาวหลุดลอยมาตามน้ำก็อาจเป็นได้ ชื่อเดิมของเพชรบุรีคือ พริบพรี หรือเพชรพลี
[แก้ไข] สมัยศรีวิชัย (พ.ศ. 1200-1800)

ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 กษัตริย์ผู้ครองนครศรีธรรมราชได้แผ่อำนาจเข้ามาถึง ทวารวดีและเขมร เพชรบุรีจึงตกอยู่ในอำนาจของกษัตริย์นครศรีธรรมราชด้วย มีหลักฐานปรากฎว่าที่วัดธ่อมีพระพุทธรูป ทำด้วย หินทรายแบบศรีวิชัยอยู่ 2 องค์ นอกจากนี้ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า พระเจ้าธรรมราชนาเคนทร์ผู้ ครองนครศรีธรรมราช ได้ส่งราชโอรสมาครองเมืองเพชรบุรีมีพระนามว่า พระพนมทเลศรีมเหนทราธิราช กับยังมีเรื่องราวปรากฎว่าในสมัยนั้นบริเวณเมืองเพชรบุรีมีฝางมาก พระเจ้าร่มฟ้ากรุงจีนได้แต่งสำเภาให้ราชทูตนำเครื่องราชบรรณาการมาถวาย กษัตริย์ผู้ครองเมืองเพชรบุรี แล้วขอพระราชทานฝางไป กล่าวกันว่าครั้งนั้นได้ฝางไปเป็นจำนวนมากเป็นที่พอพระทัย พระเจ้ากรุงจีนจึงทรงยกนางจันทรเทวีศรีบาทราชบุตรีศรีทองสมุทรมาถวายเป็น มเหสีของกษัตริย์เมืองเพชรบุรีราชบุตรีผู้นี้ในตำนานกล่าวว่าเกิดในดอกหมาก จึงสันนิษฐานว่านางคงเป็นเชื้อกษัตริย์จามใต้หรืออาณาจักรปาณุฑรงค์ซึ่งเป็น ตระกูลดอกหมากอยู่ในแคว้นจาม และในสมัยนั้นชาวเพชรบุรีคงจะมีการติดต่อค้าขายกับอาณาจักรจามหรือจัมปา ซึ่งอยู่ในอาณาจักรญวนตอนใต้ก็อาจเป็นได้
[แก้ไข] สมัยกรุงสุโขทัย

ในปลายพุทธศตวรรษที่ 17 เมืองเพชรบุรีตกเป็นของไทยดังปรากฏในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงว่าพระเจ้าศรีอินทรา
ทิตย์มีอาณาเขตปกครองถึงเมืองเพชรบุรี สมัยที่พระเจ้ารามคำแหงมหาราชเสด็จลงไปรับพระพุทธสิหิงค์ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ได้ประทับพักแรมที่เมืองเพชรบุรี เพชรบุรีจึงอยู่ในความปกครองของสุโขทัยจนกระทั่งราชวงศ์พระร่วงเสื่อมอำนาจ ลง กรุงศรีอยุธยาก็ได้เข้าปกครองเมืองเพชรบุรีสืบต่อมา


[แก้ไข] สมัยกรุงศรีอยุธยา

เพชรบุรีเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งทางใต้ขึ้นกับประแดงจุลาเทพซ้ายและมีเรื่องราวเกี่
ยวกับเมืองเพชรบุรีดังนี้

พ.ศ. 2118 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา นักพระสัฏฐาผู้ครองกรุงละแวกทราบว่ากรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึกแล้ว คงจะอ่อนกำลังลง เห็นเป็นโอกาสที่จะมาตีเมืองเพชรบุรีเพื่อปล้นสะดม และกวาดต้อนครอบครัวไปเมืองเขมร จึงแต่งตั้งให้พระยาอุเทศราชกับพระยาจีนจันตุคุมทัพเรือมาตีเมืองเพชรบุรี ขณะนั้นพระสุรินทฤาชัยเจ้าเมืองเพชรบุรีป้องกันเมืองอย่างเข้มแข็ง จึงตีเมืองไม่สำเร็จจำต้องยกทัพกลับไป แต่พระยาจีนจันตุได้ปฏิญาณไว้ว่าถ้าตีเมืองเพชรบุรีไม่ได้จะไม่กลับเมือง เขมร ดังนั้นจึงลอบมาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ครั้นต่อมาทราบว่านักพระสัฏฐาไม่เอาโทษจึงหนีกลับไปเขมร

ใน พ.ศ. 2124 ได้อาสานำกองทัพเข้ามาตีเพชรบุรีอีกเพื่อแก้ตัวใหม่ ทัพเขมรที่ยกมาครั้งนี้มีกำลังถึง 70,000 คน พระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยาได้โปรดให้เมืองเทพราชธานีกับเมืองยโสธรยก ทัพมาช่วยเมืองเพชรบุรี เขมรยกกำลังเข้าตีเมืองเพชรบุรีถึง 3 ครั้ง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

ต่อมาแม่ทัพไทยทั้ง 3 แตกความสามัคคีกัน การป้องกันเมืองจึงไม่พร้อมเพรียงกัน ทัพเขมรเข้าตีด้านคลองกระแชงทางหนึ่ง ทางประตูบานจานอีกทางหนึ่ง ทางด้านคลองกระแชงนั้นกำแพงหักลงไป ที่ตรงนั้นในปัจจุบันเรียกว่าบ้านกำแพงหัก ข้าศึกยกเข้าเมืองได้ แม่ทัพไทยทั้ง 3 ต่อสู้จนเสียชีวิตในสนามรบ เมื่อเขมรเข้ายึดเมืองได้แล้วก็กวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สมบัติกลับเมืองเขมร ส่วนเมืองเพชรบุรีปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ครอบครอง

พ.ศ. 2153 ในรัชสมัยพระเจ้าศรีเสาวภาคย์ พวกญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมากเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินใหม่ จึงก่อการกำเริบขึ้น ยกพวกเข้าไปในพระราชวังจับพระเจ้าศรีเสาวภาคย์ได้แล้วบังคับให้เซ็นสัญญาว่า จะไม่โทษ และไม่ทำร้ายพวกญี่ปุ่น พระเจ้าศรีเสาวภาคย์จึงจำยอม พวกญี่ปุ่นจับข้าราชการไทยที่ญี่ปุ่นเกลียดชังฆ่าเสียหลายคน แล้วยกพวกไปตั้งมั่นอยู่เมืองเพชรบุรีตามจดหมายเหตุของฮอลันดากล่าว ว่าพวกญี่ปุ่นก่อความวุ่นวายขึ้นที่เมืองเพชรบุรี จึงถูกขับไล่ออกจากเมืองไปพวกญี่ปุ่นไปรวมกันอยู่ที่บางกอก ภายหลังถูกขับไล่ออกจากกรุงศรีอยุธยา

พ.ศ. 2171 ในรัชสมัยพระเชษฐาธิราช พระศรีศิลป์ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นอนุชาของพระเจ้า ทรงธรรมคิด ชิงพระราชสมบัติจาก[[พระเชษฐาธิราชลล แต่ถูกจับได้แล้วส่งมาจำขังไว้ที่เมืองเพชรบุรี แต่หลวงมงคลซึ่งเป็นเจ้าเมืองเพชรบุรีซึ่งเป็นพระญาติของพระศรีศิลป์ ได้ช่วยให้พระศรีศิลป์ออกจากที่คุมขัง แล้วชักชวนชาวเพชรบุรีให้ต่อสู้กับพระเชษฐาธิราช พระเชษฐาธิราชให้เจ้าพระยากลาโหม ยกกำลังมาปราบปราม แต่กองทัพของหลวงมงคลและพระศรีศิลป์เสียที พระศรีศิลป์ถูกจับสำเร็จโทษ ส่วนหลวงมงคลนั้นเจ้าพระยากลาโหมเห็นว่ามีความซื่อสัตย์กล้าหาญ จึงเกลี้ยกล่อมไว้เพื่อเป็นกำลังต่อไป แต่หลวงมงคลมีความซื่อสัตย์ต่อเจ้านายของตนเอง และยอมรับโทษประหารชีวิต

พ.ศ. 2302 ในรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศ พระเจ้าอลองพญาแห่งกรุงหงสาวดีโปรดเกล้าฯ ให้มังระราชโอรสกับมังมหานรธายกทัพมาตีเมืองไทยทางปักษ์ใต้ เมื่อตีได้หัวเมืองทางใต้แล้วจึงยกย้อนขึ้นมาทางเมืองเพชรบุรีและราชบุรี ทางกรุงศรีอยุธยาให้พระยารัตนาธเบศร์ยกกองทัพมารับที่เมืองเพชรบุรี ได้ตั้งทัพคอยอยู่หลายวันไม่พบทัพพม่ายกมา จึงถอยทัพกลับไป ทัพพม่าจึงผ่านเมืองเพชรบุรีไปตั้งทัพอยู่ที่ราชบุรีได้โดยสะดวก เมื่อพระเจ้าอลองพญาเลิกทัพกลับไปแล้ว เมืองเพชรบุรีก็กลับมาเป็นของไทยอีก

พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระโปรดเกล้าฯ ให้มังมหานรธามาตีเมืองทวายมะริดและหัวเมือง ปักษ์ใต้อื่นๆ แล้วจึงยกย้อนมาถึงเมืองเพชรบุรี ได้ปะทะกับกองทัพไทยของพระยาพิพัฒน์โกฏษากับพระยาตาก (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) พม่าสู้ไม่ได้ต้องล่าทัพกลับไป

เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าใน พ.ศ. 2310 เมืองเพชรบุรีมิได้เกี่ยวข้องกับการรบพุ่ง แต่คงถูกทหารพม่าปล้นบ้างเป็นที่น่าสังเกตว่าได้มีพระมหากษัตริย์แห่งกรุง ศรีอยุธยาที่เคยเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชพร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถได้ เสด็จพระราชดำเนินไปยังตำบล สามร้อยยอดเมืองเพชรบุรีทางสถลมารคในปี พ.ศ. 2134 และประทับแรมที่นั้นเป็นเวลา 14 วัน เพื่อทรงเบ็ด หลังจากนั้นได้เสด็จมาประทับแรม ณ ตำหนักที่ตำบลโตนดหลวงเพื่อประพาสทะเลทรงเบ็ด และทรงพักแรมกลางทะเลเป็นเวลา 2 คืน รวมเวลาประทับแรมที่ตำบลโตนดหลวง 12 วัน แล้วจึงเสด็จฯ เข้าเมืองเพชรบุรี

สมเด็จพระเจ้าเสือเป็น พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาอีกพระองค์หนึ่งที่เคยเสด็จประพาสเมือง เพชรบุรีเพื่อทรงเบ็ด เมื่อ พ.ศ. 2246 ประทับแรมที่ตำบลโตนดหลวง ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเจ้าเสือเลยไปถึงตำบลสามร้อยยอดเพื่อทรงเบ็ดแล้วเสด็จย้อนกลับมา ยังตำหนักโตนดหลวง จึงเสด็จกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา

หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าใน พ.ศ. 2310 แล้ว พระยาเพชรบุรีและชาวเมืองร่วมกับเมืองอื่น ๆ อีก 11 เมือง ได้ร่วมมือกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกอบกู้อิสรภาพกลับคืนมา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ในสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310-2325) ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2325-2394) เมืองเพชรบุรีคงเป็นหัวเมือง ชั้นตรีตามหลักการปกครองของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา
[แก้ไข] สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

เมืองเพชรบุรีได้เข้าร่วมทำสงครามครั้งสำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์หลายครั้ง เช่น สงคราม เก้าทัพ ในรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2328) และในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเพชรบุรี เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชและเจ้าเมืองสงขลาร่วมกันยกทัพไป ปราบหัวเมืองทางใต้คือไทรบุรีกลันตันที่คิดเอาใจออกห่างจากไทย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพชรบุรีเป็นเมืองหนึ่งในมณฑลราชบุรีใน พ.ศ. 2435 จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลใน พ.ศ. 2476 เพชรบุรีจึงมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของไทยตามแบบการปกครอง ส่วนภูมิภาคในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน

เมืองเพชรบุรีเป็นเมืองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ เนื่องจากอากาศดี มีทัศนียภาพสวยงาม มีโบราณสถานโบราณวัตถุที่มีประวัติย้อนหลังไปถึงสมัยขอมเรืองอำนาจทางดินแดน แถบนี้และในสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่นสิ่งก่อสร้างและภาพเขียนในพระอุโบสถตามวัดต่าง ๆ อันทรงคุณค่ายิ่ง

ในปี พ.ศ. 2401 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระนครคีรีขึ้น บนยอดเขามหาสวรรค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพอพระราชหฤทัยเมืองเพชรบุรีอยู่ เป็นอันมาก ดังจะเห็นได้จากการเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรีหลายครั้ง เช่นใน พ.ศ. 2418, พ.ศ. 2429, พ.ศ. 2447, พ.ศ. 2452 และ พ.ศ. 2453 เพื่อทอดพระเนตรวัดวาอาราม พระนครคีรี ถ้ำ และทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศที่มาพักแรมที่เพชรบุรีในปี พ.ศ. 2452 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังบ้านปืนเพื่อสำหรับประทับพักผ่อนพระอิริยาบถ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรีหลายครั้ง และทรงสร้างพระราชวังบ้านปืนที่ยังสร้างค้างอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่วเสร็จเรียบร้อย พระราชทานนามว่าพระรามราชนิเวศน์ ได้ทรงสร้างพระราชฐานชายทะเลคือค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ ซึ่งต่อมาได้ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปสร้างพระราชวังใหม่ที่ชะอำ เรียกว่าพระราชนิเวศน์มฤทายวัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชก็ ทรงพอพระราชหฤทัยเมืองเพชรบุรีอยู่เป็นอันมาก ได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระองค์มาประดิษฐานไว้ในองค์พระปรางค์ 5 ยอด วัดมหาธาตุวรวิหาร และได้เสด็จไปทรงริเริ่มโครงการพัฒนาที่ดินและชลประทานหลายโครงการ เพื่อให้ราษฎรได้มีที่ทำมาหากิน และช่วยกันจดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร เช่น โครงการหุบกะพงอันมีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่รู้จักกันทั่วไป

เพชรบุรีจึงเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน ชาวเมืองมีความรักใคร่และยกย่องเทิดทูนพระมหากษัตริย์เพชรบุรีมีพระบรมราชานุสรณ์ที่
น่าภาคภูมิใจ นั่นคือพระราชวังในอดีตถึง 3 แห่ง พระอารามหลายแห่งมีโบราณสถานอันสูงค่า ในพระอุโบสถมีภาพเขียนเก่าแก่ฝีมือเยี่ยม ตามประตูมีภาพแกะสลักสวยงาม ภูเขา ถ้ำ ทะเลสาบ และหาดทรายชายทะเลล้วนแต่น่าชมชวนให้เพลิดเพลิน ขนมหวานหลายหลากชนิดอร่อยชวนรับประทาน เพชรบุรีจึงนับเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบและเหมาะสมกับคำขวัญที่ว่า
เขาวังคู่บ้าน ขนมหวานเมืองพระ
เลิศล้ำศิลปะ แดนธรรมะทะเลงาม


http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/...%B8%A3%E0%B8%B5
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



- ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 24th September 2017 - 13:48
โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เกาะช้าง:: สถานที่ท่องเที่ยว :: กระบี่ สถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจ :: ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน :: เกาะสมุย สวรรค์ทะเลอ่าวไทย :: ประวัติสุนทรภู่ :: เทคนิคการถ่ายภาพ :: ดอยอินทนนท์
Design by: IPB 2.3 Skins & Web Browsers News ของเล่นไม้ Plantoys