IPB
Thailand Travel Information :: English Version ::
เว็บไซต์แนะนำ: รวมฮาวทู เทคนิค DIY ต่างๆทุกๆเรื่องที่คุณอยากรู้

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 
Reply to this topicStart new topic
> ประวัติศาสตร์ จังหวัดสมุทรปราการ
อี๊ดคุง
โพสต์ Dec 29 2007, 13:38
โพสต์ #1


...ฅนค้น..ใคร...
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 3,362
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-Sep-06
หมายเลขสมาชิก : 1
Point : n/a Point
Ticket : n/a Point



ประวัติจังหวัดสมุทรปราการ


จังหวัดสมุทรปราการเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญมาแต่โบราณ เนื่องจากที่ตั้งนั้นเป็นเขตยุทธศาสตร์ทางน้ำ "สมุทรปราการ" มาจาก คำว่า "สมุทร" ซึ่งแปลว่าทะเล และ "ปราการ" ที่แปลว่า กำแพง จึงมีความหมายโดยรวมว่า "กำแพงริมน้ำ"


ย้อนหลังไป 800 ปีเศษ ชนชาติขอมซึ่งมีความรุ่งเรืองอยู่ในขณะนั้น ได้สร้างเมืองพระประแดงบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นเมืองหน้าด่าน ต่อมาแผ่นดินในบริเวณนั้นได้งอกออกไปทางทะเลทิศใต้ แถบตำบลปากคลองบางปลากดทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา และบริเวณตำบล บางด้วน บางหมู และบางนางเกรง ทางฝั่งซ้าย ทำให้เมืองพระประแดง มีความสำคัญลดลงเนื่องจากปากแม่น้ำ
ประมาณปี พ.ศ. 2163-2171 พระเจ้าทรงธรรม กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้โปรดให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นใหม่ เพื่อเป็นเมืองปากน้ำของกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากกรุงศรีอยุธยา ได้ทำการค้าขายกับชาวฮอลันดา และทรงพระราชทานที่ดินบริเวณคลองบางปลากด ให้ชาวฮอลันดาไว้เป็นเมืองการค้า ซึ่งเรียกว่า "นิวอัมสเตอร์ดัม"

ในปี พ.ศ.2306 สมัยกรุงธนบุรีเป็นสมัยที่สร้างราชธานีใหม่ สมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงโปรดฯให้รื้อกำแพงเมืองพระประแดงเดิมที่ราษฏร์บูรณะ เพื่อไปสร้างกำแพงพระราชวัง เมืองพระประแดงจึงสิ้นซากนับแต่นั้นมา

ในปี พ.ศ. 2352 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเห็นความสำคัญที่จะต้องสร้างเมืองทางชายฝั่ง เพื่อป้องกันศัตรูที่จะรุกล้ำมาจากทางทะเลสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเดิมมีเมืองพระประแดงและเมืองสมุทรปราการเป็นเมืองหน้าด่าน และอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก พระองค์ทรงดำริที่จะบูรณะเมืองพระประแดง ซึ่งอยู่ทางด้านขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างเมืองสมุทรปราการและกรุงเทพฯ จึงโปรดให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ลงสำรวจพื้นที่ปากน้ำเจ้าพระยา เพื่อสร้างเมืองขึ้นใหม่และสร้าง "ป้อมวิทยาคม" ที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงดำเนินการสร้างป้อมที่สำคัญหลายป้อม และทรงพระราชทานนาม ใหม่ว่า "เมืองนครเขื่อนขันธ์" และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้อพยพครอบครัวมอญ โดยมีชายฉกรรจ์ประมาณ 300 คนซึ่งมีพระยาเจ่งเป็นผู้นำจากเมืองปทุมธานีมาอยู่ ณ เมืองนครเขื่อนขันธ์ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการรักษาเมือง

นอกจากการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ยังทรงสร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นมาใหม่อีกเมืองหนึ่ง เนื่องจากทรงไม่ไว้วางใจญวนนัก และเมืองสมุทรปราการเองก็เป็นเมืองที่อยู่ติดกับทะเลมากกว่า ทรงโปรดให้สร้างป้อมเพิ่มอีกจำนวน 6 ป้อมทั้งด้านซ้าย และขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเปลี่ยนชื่อเมืองนครเขื่อนขันธ์กลับเป็น "เมืองพระประแดง" ดัง เดิม เพราะยังคงบริเวณเดิมของพระประแดง และในปี พ.ศ.2459 ทรงเปลี่ยนคำว่าเมืองเป็นจังหวัด เมืองสมุทรปราการจึงเปลี่ยนสภาพเป็น "จังหวัดสมุทรปราการ" ประกอบด้วยอำเภอสมุทรปราการ อำเภอบ่อ อำเภอบางพลี และอำเภอสีชัง และเมืองพระประแดงเป็น จังหวัดพระประ แดง ประกอบด้วยอำเภอพระประแดง อำเภอพระโขนง และ อำเภอราษฎร์บูรณะ

ปี พ.ศ.2475 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก รัฐบาลต้องประหยัดการใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน จึงโปรดฯให้ยุบจังหวัดพระประแดงขึ้นกับจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอพระโขนงขึ้นกับจังหวัดพระนคร และอำเภอราษฎร์บูรณะขึ้นกับจังหวัดธนบุรี

ในปี พ.ศ. 2485 ได้มีพระราชบัญญัติรวมจังหวัดพระนคร ธนบุรี สมุทรปราการ และนนทบุรีเข้าไว้ด้วยกัน รวมเรียกว่า นครบาล กรุงเทพฯ ธนบุรี และในปี พ.ศ. 2486 มีการปรับปรุงระเบียบการปกครองใหม่ ยุบจังหวัดสมุทรปราการขึ้นกับจังหวัดพระนคร

และในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 จังหวัดสมุทรปราการได้แยกออกจากจังหวัดพระนครตราบจนทุกวันนี้

ที่มา http://209.85.175.104/search?q=cache:tx9MJ...cd=18&gl=th

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดสมุทรปราการ

เที่ยววัดจังหวัดสมุทรปราการ

Go to the top of the page
 
+Quote Post
อี๊ดคุง
โพสต์ Dec 29 2007, 14:25
โพสต์ #2


...ฅนค้น..ใคร...
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 3,362
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-Sep-06
หมายเลขสมาชิก : 1
Point : n/a Point
Ticket : n/a Point



ประวัติจังหวัดสมุทรปราการ


ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของตำบลปากคลองบางปลากด


ความสำคัญของพื้นที่บริเวณปากคลองบางปลากด เริ่มปรากฏพบร่องรอยหลักฐานและมีการกล่าวถึงครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยพบหลักฐานว่าเคยเป็นที่ตั้งของ สถานีการค้าของชาวฮอลันดาหลักฐานที่สำคัญคือ ข้อความจดหมายเหตุของโยส เซาเต็น พ่อค้าชาวฮอลันดาใน สมัยพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททอง ( Joost Schouten , manager of the Dutch East India company ) ที่เรียบเรียงและประพันธ์ขึ้นใน ค.ศ. ๑๖๓๖ ( พ.ศ. ๒๑๗๙ ) โยส เซาเต็น ผู้จัดการบริษัทการค้าฮอลันดา ซึ่งเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา ๘ ปี ได้กล่าวว่า ชาวฮอลันดาได้เข้ามาอยู่ในพระราชอาณาจักรสยาม นับเป็นเวลา ๓๐ ปีแล้ว ( ก่อนปีค.ศ.๑๖๓๖ ประมาณ ๓๐ ปี ) และได้มีการตั้งสำนักการค้าขึ้น ณ กรุงศรีอยุธยาเพื่อดำเนินการค้า และร่วมสัมพันธไมตรีกับพระมหากษัตริย์ โดยสร้างโรงเก็บสินค้าขึ้นด้วยไม้ สินค้าสำคัญคือหนังกวางและไม้ฝาง ที่ฮอลันดาซื้อมาเก็บไว้ในโรงสินค้า เพื่อส่งไปขายยังประเทศญี่ปุ่น บริษัทการค้าของฮอลันดาได้มาทำการเปิดสำนักงานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ค.ศ. ๑๖๓๑ ( พ.ศ. 2174 ) การค้าขายใน ๔ ปีต่อมาภายใต้การจัดการของโยส เซา เต็น ได้ขยายออกไปอีก ประธานกรรมการของบริษัทที่ปัตตา เวีย จึงได้อนุมัติให้โยส เซา เต็น สร้างตึกขึ้น ณ กรุงศรีอยุธยา ในปี ค.ศ.๑๖๓๔ ( พ.ศ.๒๑๗๗ ) ตึกนั้นประกอบด้วยโรงเก็บสินค้า ห้องอยู่อาศัย ห้องโถง ต่างๆ

นอกจากสถานีการค้าที่กรุงศรีอยุธยายังพบหลักฐานว่ามีสถานีการค้าชาวออลันดาอยู่ที่บร
ิเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ยังไม่พบหลักฐานว่า สร้างขึ้นเมื่อใด สถานีการค้าแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีของชาวตะวันตกหลายชาติที่เข้ามาติดต่อกับกรุงศ
รีอยุธยา จึงมักปรากฏอยู่ในเอกสารของชาติิต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น บันทึกการเดินทางไปยังประเทศจีนโดยเรือดีไลท์ มีกัปตันจอห์น สมิท เป็นผู้บังคับการเรือ ในกิจการงานของบริษัทอินเดีย ตะวันออกของอังกฤษที่มีเกียรติ และคนของบริษัท คือ ปีเตอร์ ครูซ เป็นผู้บันทึก (๔ มกราคม พ.ศ. ๒๒๒๖ – ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๒๘) ตอนหนึ่งกล่าวว่า

"...วันอาทิตย์ที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๒๒๖ เราได้มาถึงก้นอ่าวสยาม และพบแม่น้ำ ได้ส่งนายอับร.นาวาร์โร ( Mr. Abr. Navarro ) ขึ้นฝั่งไป... ในตอนเย็นนายนาวาร์โรได้กลับมายังเรือ...และได้นำตัวคนนำร่องชาวฮอลันดจากสำนักงานขอ
งนายท่าที่อยู่ภายในปากแม่น้ำมาด้วย เพื่อนำเรือ ของเราข้ามสันดอนไป วันพุธที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๒๒๖ เราได้ข้ามสันดอนมาและได้ทอดสมอในแม่น้ำประมาณ ๑ ลีก เหนือที่ทำการท่าเรือของ ฮอลันดา ซึ่งเรียกว่า “อัมสเตอร์ดัม” ( Amsterdam ) เพราะข้าพเจ้าคิดว่าถ้าขึ้นไปสูงกว่านั้นจะไม่สะดวก"

ข้อมูลจาก The History of Japan together with a Description of the Kingdom of Siam 1690-1692 ของ Engelbert Kaempfer M.D. แพทย์ชาวเยอรมันประจำคณะทูตฮอลันดาในปี พ.ศ. ๒๒๓๓ แกมป์เฟอร์ได้ติดตามคณะทูตฮอลันดา ได้โดยสารเรือเวลสตรูม (De Waelstroom) ของเนเธอร์แลนด์ซึ่งออกเดินทางจากปัตตาเวียในเกาะชวา เพื่อเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศญี่ปุ่น และได้แวะมาเพื่อถวาย พระราชสาส์น ณ กรุงศรีอยุธยาในปลายรัชสมัยพระนารายณ์ และตอนต้นรัชกาลพระเพทราชา มีข้อความกล่าวถึงช่วงที่เดินทางมาถึงปากน้ำ ข้อความดังนี้

"......เข้าปากน้ำเจ้าพระยา วันที่ ๖ มิถุนายน เวลาเย็น เราก็เข้าร่องน้ำของประเทศสยามโดยสวัสดี.......จากที่ทอดสมอเรือไปจนปากแม่น้ำ ที่เดียวนั้น ข้างใต้เป็นดินโคลนเหลวซึ่งเรือทุกจำพวก อาจแล่นไปโดยสะดวก ไปตามทางที่เราสังเกตเห็นเครื่องหมายหลายแห่งมีบอกไว้ให้เรือ แล่นขึ้นไปจนถึงปากแม่น้ำโดยไม่ติดตื้น พบเห็นเรือหาปลาหลายลำ ซึ่งคนในเรือกำลังสาละวนทอดแหตีอวนอยู่ ณ ปากแม่น้ำ...ปากแม่น้ำนั้น บานออกเป็นทะเลในระหว่างที่ดินอันเป็นดอนเตี้ย ๆ ขนาบทั้งสองข้าง ซึ่งไม่มีอะไรเลยนอกจากกองโคลนมาปะกันเข้า ไม่ไกลออกไปเท่าไรนัก เราเห็นรังดินปืนทิ้งอยู่กับปืนใหญ่ทั้งสองฝากแม่น้ำ ตั้งขึ้นตั้งแต่คราวเกิดเหตุยุ่งยากกับฝรั่งเศสที่แล้วมา...ตกเที่ยงเราก็มาถึงยังหม
ู่บ้านและโรง สินค้าของเนเธอร์แลนด์ ชื่อ อัมสเตอร์ดัม ตั้งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำมาเกือบสองลีก นายบ้านตำบลนี้ชื่อคอเร เป็นสวีเดนโดยกำเนิด...วันที่ ๘ มิถุนายน ตอนเช้า ข้าพเจ้าไปเดินเลาะเลียบอยู่ในป่าละเมาะใกล้หมู่บ้าน แต่ไม่ได้ผลอะไรมากนัก...ด้วยว่าบริเวณป่านั้นน้ำท่วมเสียเป็นส่วนมาก ส่วนบริเวณที่น้ำมิได้ท่วมก็เป็นที่อยู่ของเสือและสัตว์ร้ายอื่น ๆ..."

ใน Adventurers in Siam in the 17th Century ของ E.W. Hutchinson มีข้อความตอนหนึ่งว่า " Above Paknam, a few miles up stream, was a Dutch trading-post know as New Amsterdam. Kaempfer describes it as large bamboo building, the roof of which was used as a storage place for hides awaiting shipment. "

จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่า Hutchinson กล่าวว่า แกมป์เฟอร์ได้อธิบายถึงสถานีการค้าของฮอลันดาว่า เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่สร้าง ด้วยไม้ไผ่ เป็นสถานที่เก็บสินค้าเตรียมการขนส่ง คือ ในช่วงเวลาดังกล่าว สถานีการค้าของฮอลันดาบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยานั้นสร้างด้วยไม้ แกมป์เฟอร์บรรยายว่าด้านนอกอาคารเป็นที่โล่งแจ้ง มีกองไม้ฝางซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ในการใช้ผลิตเป็นสีย้อมผ้าสีม่วง

สำหรับจุดตำแหน่งที่ตั้งของสถานีการค้าของฮอลันดา คือ Amsterdam หรือ New Amsterdam นั้นอยู่ไม่ห่างจากปากแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นได้จากจดหมายเหตุระยะทางราชทูตลังกาและสยามครั้งกรุงศรีอยุธยา ในจดหมายระยะทางราชทูตลังกาเข้ามาขอพระสงฆ์สยาม ( พ.ศ.๒๒๙๔ ) และจดหมายเหตุระยะทางพระอุบาลีไปลังกาทวีป ซึ่งเป็นการเดินทางของคณะสงฆ์ไทย จากพระนครศรีอยุธยาไปยังลังกา ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๕

ข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า "...ข้าราชการลงมาจากกรุงศรีอยุธยา ๒ คน มานำร่องพาเรือกำปั่นเชิญพระราชสาส์นแล่นเข้าปากน้ำ (บางเจ้าพระยา) ไปจอดที่ตำบลอัมสเตอดัม ที่พวกวิลันดาสร้างไว้ที่ปากน้ำ..."

อีกตอนหนึ่งกล่าวว่า "...จึงได้ล่องเรือจากเมืองธนบุรีต่อไป...เมื่อถึงเมืองสมุทรปราการทอดสมออยู่ที่อัมส
เตอดัมสถานีของวิลันดา..."

และอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า "...ลงไปถึงเมืองธนบุรี เพลาบ่าย ๕ โมงมีเศษ ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันจันทร์ เดือนยี่ ขึ้น ๕ ค่ำ เพลาเช้า กรมการนิมนต์ พระสงฆ์ขึ้นไปฉัน ณ ศาลากลางแล้วมาเวียนเทียนสมโภชพระราชสาส์น แล้วลงไปถึงตึกวิลันดา ณ บางปลากด...นายกำปั่นให้ทอดอยู่บรรทุกฝาง ๖ วัน...ถึงเมืองพระประแดง รุ่งขึ้นวันพุธ เดือนยี่...เวียนเทียนสมโภชพระราชสาส์นแล้ว ออกไปถึงน้ำเขียวปากน้ำบางเจ้าพระยา..."

จากเอกสารข้างต้นจะเห็นได้ว่าสถานีการค้าของฮอลันดาที่เรียกว่า อัมสเตอร์ดัม ตั้งอยู่ที่บางปลากดซึ่งตั้งอยู่เหนือเมืองพระประแดง ทั้งนี้ มีคำอธิบายท้ายเอกสารว่า เมืองพระประแดงเดิมตั้งอยู่ที่ราษฎร์บูรณะอยู่อ้อมปากลัด เป็นเมืองปากน้ำตั้งแต่โบราณ เมื่อชายฝั่งงอกออกไป เมืองพระประแดงเดิมห่างปากน้ำ จึงย้ายเมืองพระประแดงไปตั้งที่เมืองสมุทรปราการทุกวันนี้ เรียกชื่อว่าเมืองสมุทรปราการมาแต่ครั้งกรุงเก่า มีชื่ออยู่ในหนังสือคำให้การกรุงเก่าอยู่ชัดเจน ที่เรียกว่าเมืองพระประแดงในจดหมายเหตุนี้เรียกตามปกติว่าปากตลาด ซึ่งคงจะเรียกตามชื่อเดิม อยู่ในสมัยนั้น ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากในจดหมายเหตุระยะทางพระอุบาลีไปลังกาทวีป เมื่อผ่านเมืองธนบุรี จะถึงบางปลากดก่อนถึงเมืองพระ ประแดง คือ เมืองสมุทรปราการแล้วจึงถึงปากน้ำ

ข้อมูลจากแผนที่ลำน้ำเจ้าพระยาจากปากอ่าวถึงกรุงศรีอยุธยา เขียนโดยชาวฝรั่งเศส พ.ศ.๒๒๓๐ สมัยพระเพทราชา ปรากฏชื่ออัมสเตอร์ดัม สถานีการค้าของฮอลันดา ตำแหน่งในแผนที่มิได้ระบุแน่ชัด เพียงแต่เรียกบริเวณปากแม่น้ำทางฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำเจ้าพระยาว่า อัมสเตอร์ดัม โดยอยู่บริเวณปากน้ำสาขาฝั่งทางต้นแม่น้ำ (ฝั่งตะวันตก)

เมื่อประมวลจากข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ตำแหน่งที่ตั้งของอัมสเตอร์ดัม สถานีการค้าของฮอลันดาที่เอกสารของชาติตะวันตกส่วนใหญ่เรียก อัมสเตอร์ดัม แต่มีเอกสารบางชิ้นเรียก นิว-อัมสเตอร์ดัม น่าจะตั้งอยู่บริเวณบางปลากด พิจารณาจากเอกสารจดหมายเหตุระยะทางพระอุบาลี ไปลังกาทวีปในสมัยพระบรมโกศ ระบุว่าตั้งอยู่ที่บางปลากด เหนือเมืองพระประแดง (สมุทรปราการ) ส่วนเอกสารของชาวตะวันตกหลายฉบับ กล่าวว่าอยู่บริเวณปากน้ำ เช่น จดหมายเหตุของแกมป์เฟอร์ กล่าวว่าสถานีการค้าของฮอลันดาตั้งอยู่ปากแม่น้ำ มิได้ระบุชัดว่าตั้งอยู่ ณ ที่ใด แต่บอกว่าอยู่ห่างจากปากแม่น้ำประมาณ ๖ ไมล์ (2 league) ประกอบกับในแผนที่ลำน้ำเจ้าพระยาที่ชาวฝรั่งเศสเขียนขึ้นในสมัยพระเพทราชา ตำแหน่งที่ตั้งของอัมสเตอร์ดัม อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และตั้งอยู่ปากลำน้ำสาขาฝั่งทางต้นแม่น้ำ ลำน้ำสาขานี้น่าจะเป็นคลอง บางปลากด สถานีการค้านี้น่าจะมีมาก่อน พ.ศ.๒๒๒๖ (สมัยพระนารายณ์มหาราช) จากสภาพของสถานีการค้าที่อยุธยา ที่ก่อสร้างในสมัยพระเจ้า ปราสาททอง (พ.ศ.๒๑๗๗) ที่ประกอบด้วยโรงเก็บสินค้า ห้องอยู่อาศัย ห้องโถงต่าง ๆ สภาพของสถานีการค้าของฮอลันดาบริเวณปากน้ำ จึงไม่น่าที่จะต่างกันมากมายนัก และจากคำบรรยายของแกมป์เฟอร์ (เข้ามาในสมัยพระเพทราชา) กล่าวว่า เป็นอาคารไม้และเอกสารในชั้นหลังต่อมา สมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เรียก ตึก คงมีการปรับปรุงให้เป็นอาคารถาวร ส่วนสถานีการค้าจะเลิกใช้ไปเมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เมื่อเกิด สงครามขึ้นในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาจนอาณาจักรล่มสลายไป บ้านเมืองบริเวณปากแม่น้ำซึ่งเป็นด่านสำคัญก็ได้รับผลกระทบไปด้วย รวมถึง ความสัมพันธ์ทางการค้ากับนานาชาติก็หยุดชะงักลง สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ บริเวณปากแม่น้ำนี้ ถูกทำลายเสียหายหรือถูกทิ้งร้างไป ต่อมาในสมัยพระ เจ้ากรุงธนบุรีก็ได้โปรดฯ ให้มีการรื้อป้อมค่ายกำแพงเมืองพระประแดง ไปใช้ในการก่อสร้างป้อมค่ายที่เมืองธนบุรี ทำให้เห็นสภาพได้ว่าบริเวณ ปากน้ำในช่วงสมัยกรุงธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ น่าจะถูกลดความสำคัญลง สถานีการค้าของฮอลันดาก็คงจะได้รับผลกระทบจากสงครามด้วย เช่นกัน สันนิษฐานกันว่า หลังจากถูกทิ้งร้างไว้อาจถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนพังทลายไปในที่สุด เหตุผลสนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้เห็นได้จากข้อคิด เห็นของ ณ ปากน้ำ ดังนี้

"บริเวณบางปลากดหรือเลยไปถึงคลองตายวง ซึ่งอยู่ฝั่งพระเจดีย์เลยขึ้นไปทางเหนือ เคยเป็นที่ตั้งของสถานีการค้าของชาวฮอลันดา ซึ่งปลูกด้วยไม้ไผ่แบบพื้นเมือง สร้างไว้สำหรับเก็บสินค้า เช่น หนังสัตว์ ไม้และเครื่องสมุนไพรต่าง ๆ ชาวฮอลันดาหรือพวกดัชท์คงจะอยู่กันอย่างคับคั่ง จนเรียกกันว่า เมืองอัมสเตอร์ดัมใหม่ เดี๋ยวนี้ไม่มีซากเหลืออยู่แล้ว ด้วยตรงนั้นเป็นหัวคุ้งน้ำกระแสน้ำทางเหนือพุ่งไหลเข้ากัดริมตลิ่งอยู่เรื่อย ๆ ฝั่งจึงพังลงไปทุก ๆ วัน ข้าพเจ้าเคยไปตรวจสอบหมู่บ้านแถวคลองตายวงพบว่า ระยะเวลาเพียง ๓๐ ปี ฝั่งถูกน้ำกัดพังลงไปถึง ๑๐๐ เมตรเศษ ถ้าคิดถึงสมัยพระนารายณ์ เมื่อประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว สภาพแม่น้ำเจ้าพระยาอาจจะไม่ใช่แม่น้ำที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ก็ได้..."

ในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรมได้กล่าวถึงชื่อเมืองสมุทรปราการ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมได้โปรดฯ ให้สร้างเมือง สมุทรปราการขึ้นที่บริเวณใต้คลองบางปลากด ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกหรือฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ บริเวณปากคลองบางปลากดได้มีการสร้างป้อมปราการขึ้นหลายป้อม ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช มีพระราชประสงค์จะให้เมืองพระประแดงเป็นเมืองหน้าด่านขึ้นใหม่ จึงโปรดให้สร้างป้อม ๑ แห่ง ชื่อป้อมวิทยาคมขึ้น ทางฝั่งซ้าย ของแม่น้ำเจ้าพระยา ดังที่ปรากฏข้อความในจดหมายเหตุฉบับพระราชหัตถเลขา ความตอนหนึ่งว่า

"...........และมีพระราชโองการตรัสปรึกษาด้วย สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรว่า “ เมืองสมุทรปราการ หากำแพงมิได้ เกรงเกลือก จะมี ราชศัตรูหมู่ปัจจามิตรยกมาทางทะเล ไม่มีที่มั่นจะป้องกันรับข้าศึก ทรงปรึกษาเห็นพร้อมด้วยกันแล้ว จึงเกณฑ์ทำอิฐแล้วเกณฑ์ข้าราชการ ให้ก่อป้อม และกำแพงไว้ที่ริมแม่น้ำ ใต้ปากลัด ฟากตะวันออกเป็นที่มั่นป้องกันอริราชไมตรี อันจะมีมาโดยทางทะเลนั้น..."

แต่ในครั้งนั้นยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ดังที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ มีข้อความตอนหนึ่งว่า

".........สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรฯ จึงกราบทูลว่า...ที่เมืองสมุทรปราการ ก็ยังไม่มีสิ่งใดที่จะมารองรับข้าศึกศัตรูฝ่ายทะเล... จะขอรับพระราชทานทำเมืองขึ้นที่ปากลัด ก็ทรงพระราชทานอนุญาต ให้ทำป้อมขึ้นที่ใต้ลัดต้นโพธิ์ ยังมิทันสำเร็จพอมีศึกพม่ามาอีก"

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดฯ ให้สร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ขึ้นที่ปากลัด ตามแนวพระราชดำริเดิมของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โดยตัดเอาท้องที่-บางส่วนของแขวงกรุงเทพมหานครและแขวงเมืองสมุทรปราการมารวมกัน ดังปรากฏ ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีข้อความตอนหนึ่งว่า

".......ทรงพระราชดำริว่า ที่ลัดต้นโพธิ์นั้น เมื่อในรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้โปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จลงไป กะการที่จะสร้างเมืองขึ้นไว้ป้องกันข้าศึก ที่จะมาทางทะเลอีกแห่ง ๑ การยังค้างอยู่เพียงได้ลงมือทำป้อม ยังไม่ทันแล้ว จะไว้ใจแก่การศึกสงครามทางทะเลมิได้ ควรจะต้องทำขึ้นให้สำเร็จ จึงโปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นแม่กอง เสด็จลงไปทำเมืองขึ้นที่ ปากลัดตัด เอาท้องที่แขวงกรุงเทพมหานครบ้าง แลแขวงเมืองสมุทรปราการบ้าง รวมกันตั้งขึ้นเป็นเมืองใหม่อีกเมือง ๑ พระราชทานชื่อว่า เมือง นครเขื่อนขันธ์.. การสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์สำเร็จ ได้ตั้งพิธีฝังอาถรรพ์ปักหลักเมือง เมื่อ ณ วันศุกร์ เดือน ๗ แรม ๑๐ ค่ำ ปีกุน สัปตศก จุลศักราช ๑๑๗๗ พ.ศ. ๒๓๕๘.."

หลังจากนั้นพระองค์ทรงโปรดให้ย้ายครัวมอญเมืองปทุมธานี พวกพระมหาโยธา (เจ่ง) ซึ่งอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่สมัยกรุง ธนบุรี ลงมาอยู่ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ จำนวน ๓๐๐ คน และทรงโปรดให้ทำป้อมขึ้นทางฝั่งตะวันออก ๓ ป้อม คือ ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย ป้อมปีศาจสิง ป้อมราหูจร รวมทั้งป้อมวิทยาคม ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ รวมเป็น ๔ ป้อม และสร้างป้อมทางฝั่งตะวันตก ๕ ป้อม ได้แก่ ป้อมแผลงไฟฟ้า ป้อมมหาสังหาร ป้อมศัตรูพินาศ ป้อมจักรกรด ป้อมพระจันทร์ พระอาทิตย์ ป้อมเหล่านี้ชักกำแพงถึงกัน ข้างหลังเมืองทำกำแพงล้อมรอบ ตั้งยุ้ง ฉาง ตึกดินและศาลาไว้ เครื่องศาสตราวุธ ที่ริมลำแม่น้ำทำลูกทุ่นสายโซ่สำหรับขึงกั้นแม่น้ำ และพระองค์ทรงเห็นว่าเมืองสมุทรปราการนั้นทรุด โทรมลงมาก และสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา ได้งอกกลายเป็นแผ่นดินใหม่อีก จึงโปรดให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นใหม่ บริเวณตำบลบางเมือง ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้ใกล้ปากน้ำมากยิ่งขึ้น และสร้างป้อมปราการขึ้นทางฝั่งตะวันออกจำนวน ๔ ป้อม คือ ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ ป้อมกายสิทธิ์ ที่เกาะกลางน้ำหน้าเมืองสมุทรปราการได้สร้างป้อมผีเสื้อสมุทร ทางฝั่งตะวันตก สร้างป้อมนาคราช และสร้างป้อมเพชรหึง ขึ้นอีกป้อมหนึ่งทางฝั่งตะวันตกของเมืองนครเขื่อนขันธ์

ในการเสด็จพระกฐินที่เมืองสมุทรปราการเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงดำริจะสร้างพระเจดีย์ที่หาดทราย เหนือ เกาะผีเสื้อสมุทร แต่ยังมิทันได้สร้าง ดังปรากฏในกระแสพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในประชุมพงศาวดารภาค ๒๕-๒๗ เรื่อง พระเจดีย์วิหารที่ทรงสถาปนาในรัชกาลที่ ๔ มีข้อความตอนหนึ่งว่า

".........พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จลงไปพระกฐินที่เมืองสมุทรปราการ เมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๓๖๖ ทอดพระเนตรเห็นเกาะน้อย มีอยู่ข้างเหนือป้อมผีเสื้อสมุทรเกาะ ๑ จึงทรงพระราชดำริ จะสร้างพระมหาสถูปขึ้นที่เกาะนั้นสัก ๑ ...........จึงโปรดให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นแม่กอง จัดการจ้างเรือลูกค้าขนศิลามาถมที่เกาะนั้นให้แน่นหนามั่นคง ครั้นการถมศิลาเสร็จแล้ว จึงโปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพ แต่ยังคงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นศักดิ์พลเสพ คิดตัวอย่างพระเจดีย์ที่สร้าง ถวายทอดพระเนตร ทรงแก้ไขตัวอย่างจนพอพระราชหฤทัยแล้ว แต่ยังหาได้ลงมือสร้างไม่ ด้วยทรงพระราชดำริว่า ที่ดินพึ่งถมใหม่ เกรงจะทรุด จะรอไว้ให้ดินอยู่ตัวเสียก่อน เป็นแต่ทรงขนานนามพระเจดีย์ไว้ว่า พระสมุทรเจดีย์........"

ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่๓) โปรดให้กรมสมเด็จพระเด-ชาดิศร ครั้งดำรงพระยศเป็นกรมขุนเดชา ดิศร กับกรมหมื่นเสพสุนทร กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์ สร้างป้อมคงกระพันขึ้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และในปี พ.ศ. ๒๓๘๘ โปรดให้ เจ้าพระยาคลัง ทำปีกกาต่อป้อมนาคราช เรียกปีกกาพับสมุทร และปรับปรุงป้อมผีเสื้อสมุทร และให้ถมศิลาปิดปากอ่าวที่แหลมฟ้าผ่า ๕ กอง ไว้ทางเดินเรือเป็นช่อง ๆ เรียกว่าโขลนทวาร

นอกจากการต่อเติมและสร้างป้อมเพิ่มเติมแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้สร้างพระสมุทรเจดีย์ขึ้นตามพระกระแส พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยมีเจ้าพระยาศรีธรรมราช และเจ้าพระยาคลังเป็นแม่กองจัดสร้าง การก่อสร้างเริ่ม เมื่อวันอังคารขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ (พ.ศ.๒๓๗๑ ) สร้างเป็นพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ๑๓ วา ๓ ศอก อยู่กลางเกาะ มีศาลาสี่ทิศ ต่อมาได้มีผู้ร้ายลักลอบขุดองค์ระฆัง ลักเอาพระบรมธาตุไป

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้ช่างไปถ่ายแบบเจดีย์ที่กรุงศรีอยุธยา มาก่อสร้างสวมทับพระเจดีย์องค์เดิมไว้ แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพระบรมมหาราชวัง มาบรรจุไว้แทนของเดิมและโปรดให้สร้างศาลา เก๋งจีน หอเทียน หอระฆัง พระวิหารกับหลัก ผูกเรือริมน้ำล้อมรอบองค์พระสมุทรเจดีย์ ดังปรากฏในประชุมพงศาวดารภาค ๒๕ -๒๗ เรื่องพระเจดีย์วิหารที่สถาปนาใน รัชกาลที่ ๔ ความว่า

".......พ.ศ.๒๔๐๓ โปรดให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เป็นแม่กอง พระยามหาอรรคนิกร พระอมรมหาเดชเป็นนายงาน ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ ให้จัดซื้อถมขยายเกาะให้กว้างออกไป แล้วถ่ายแบบพระเจดีย์กลมที่กรุงเก่า มาสร้างสวมพระเจดีย์ไม้สิบสองของเก่าฐานกว้าง ๑๐ วา สูง ๒๐วา ทำกำแพง และศาลารายสี่ทิศสร้างวิหารหลวง ข้างด้านใต้พระเจดีย์หลัง ๑ สร้างหอระฆังข้างหน้าวิหารหลวง และสร้างวิหารน้อย ข้างเหนือพระเจดีย์ ๒ หลัง เป็นที่ราษฎรฝากพระพุทธรูป แล้วก่อกระถางปลูกพระศรีมหาโพธิ์ที่ได้มาแต่เมืองพุทธคยา ขอบเกาะนั้นให้ทำเขื่อน และขั้นบันไดศิลา ก่อเรือนไฟ และหลัก สำหรับผูกเรือรายรอบทั้งเกาะ..."

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าไทยจะต้องมีป้อมที่ทันสมัย ไว้ที่ปากอ่าวอีกแห่งหนึ่ง เพื่อต้านอำนาจปืนสมัยใหม่ได้ เนื่องจากในระยะนั้นมีการแสวงหาเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจทางตะวันตก จึงโปรดให้สร้างป้อมพระจุลจอมเกล้าไว้ที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า สร้างขึ้นด้วยเงินงบประมาณของแผ่นดิน และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ป้อมพระจุลจอมเกล้าสร้างเสร็จเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๓๖ พระองค์ได้เสด็จ พระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรี เพื่อทอดพระเนตรป้อมเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้ทำการทดลองยิงปืนด้วยพระองค์เอง ในขณะ นั้นนับว่าเป็นป้อมปืนที่ทันสมัยที่สุด มีลักษณะเป็นหลุมปืน ๗ หลุม ติดตั้งปืนใหญ่อาร์มสตรองที่สั่งมาจากประเทศอังกฤษ

ในปัจจุบันป้อมปราการต่างๆส่วนใหญ่จะอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศไทย ในอดีตข้าศึกจะรุกราน ประเทศ ไทย ก็มักจะนั่งเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว ซึ่ง ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างป้อมปราการถึง 24 ป้อม เพื่อติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้กับเรือข้าศึกที่รุกราน มีดังนี้

1 ป้อมวิทยาคมสร้างในสมัยรัชกาลที่1เมื่อพ.ศ.2326ตั้งอยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอพระ
ประแดงในปัจจุบัน
2 ป้อมปู่เจ้าสมิงพรายตั้งอยู่ในบริเวณสถานพยาบาลพระประแดงในปัจจุบัน ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด
3 ป้อมปีศาจสิงตั้งอยู่ใกล้ๆกับปู่เจ้าสมิงพรายไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด
4 ป้อมราหูจร ตั้งอยู่แนวเดียวกับป้อมปีศาจสิง
5 ป้อมแผลงไฟฟ้า ตั้งอยู่ในอำเภอพระประแดง
6 ป้อมมหาสังหารตั้งอยู่ในบริเวณสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดง
7 ป้อมศัตรูพินาศตั้งอยู่หลังสำนักงานเทศบาลเมืองพระประแดง
8 ป้อมพระจันทร์พระอาทิตย์ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
9 ป้อมเพชรหึง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2365 ในสมัยรัชกาลที่2 ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนอำนวยวิทย์
10 ป้อมจักรกรด ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
11 ป้อมประโคนชัย สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณปากคลองปากน้ำ
12 ป้อมนารายณ์ปราบศึก ตั้งอยู่บริเวณ อ. เมืองฯ ในปัจจุบัน
13 ป้อมกายสิทธิ์ ตั้งอยู่บริเวณ อ. เมืองฯ ในปัจจุบัน
14 ป้อมผีเสื้อสมุทรหรือเกาะผีเสื้อ ได้สร้างขึ้นในสมัยของรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า-นภาลัย ร.๒ ใน พ.ศ.๒๓๖๒ เริ่มก่อสร้าง ได้ให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กับเจ้าพระยาคลัง เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง โดยสร้างตัวป้อมผีเสื้อสมุทรมีกำแพงป้อม ๒ ชั้น ต่อมาเมื่อถึงพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์ เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๓ และต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๘๘ พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริ ให้ปรับปรุงตัวป้อมผีเสื้อสมุทรใหม่ โดยรื้อกำแพงทางด้านนอกออก แล้วสร้างเป็นกำแพงปีกกาขยายออกทั้งสองด้าน
จนมาถึง พ.ศ.๒๔๓๖ ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ขึ้นครองราชย์ ได้ทรงปรับปรุงตัวป้อมปืน ขึ้นโดยการถอดปืนโบราณออก แล้วติดตั้งปืนใหญ่ขนาดลำกล้อง ๖ นิ้ว จำนวน ๓ กระบอก ซึ่งพระองค์ได้สั่งซื้อมาจาก ประเทศอังกฤษ จำนวน ๑๐ กระบอก และได้ติดตั้งที่ป้อมพระจุล จำนวน ๗ กระบอก เป็นปืนเสือหมอบกึ่งอัตโนมัติ ปัจจุบันนี้ ป้อมผีเสื้อสมุทรมีปืนขนาด ๖ นิ้ว อยู่ ๒ กระบอก และอีก ๑ กระบอกนั้น ทางสถานีทหารเรือสัตหีบ (ปัจจุบันเป็นฐานทัพเรือสัตหีบ) ได้นำไปติดตั้งที่เกาะพระ จำนวน ๑ กระบอก ในสมัยของ รัชกาลที่ ๕ นั้นถือว่าป้อมพระจุลและป้อมผีเสื้อสมุทร ในยุคนั้นเป็นป้อมที่ทันสมัยที่สุด เพราะมีปืนใหญ่บรรจุกระสุนทางท้ายปืน และเป็นปืนกึ่งอัตโนมัติรุ่นแรกของป้อม ในปี พ.ศ.๒๔๘๐ ป้อมผีเสื้อสมุทรได้สร้างอาคารใหม่ เป็นคลังเก็บทุ่นระเบิดที่รับ มาจากประเทศเดนมาร์ก และในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ได้เปลี่ยนมาเป็นคลังเก็บวัตถุระเบิด และดอกไม้เพลิงขึ้นอยู่กับการดูแลของกรมสรรพาวุธ ทหารเรือในปี พ.ศ.๒๕๒๙ กรมสรรพาวุธทหารเรือได้โอนการดูแล ให้มาอยู่กับสถานีทหารเรือกรุงเทพ ( ปัจจุบันเป็นฐานทัพเรือกรุงเทพ )
15 ป้อมนาคราช สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีการสร้างป้อมที่เมืองสมุทรปราการ ตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมาจนถึง สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีประมาณ ๒๑ ป้อม ทั้งนี้มีเป้าหมายที่ไทยเราเฝ้าระวังป้องกันข้าศึกที่มาจากญวนและ ชาติตะวันตก พื้นที่ที่ใช้ในการสร้างป้อมปราการจะอยู่เรียงราย ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอพระสมุทร เจดีย์จนถึงท้องที่อำเภอพระประแดงในปัจจุบันป้อมนาคราช เป็นป้อมหนึ่งที่สร้างขึ้นเป็นกำแพงป้อมจะหนากว่าป้อมอื่น เพราะดินถูกน้ำทะเลเซาะ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์ สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๕ อยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมี ซากแนวกำแพงให้เห็น แนวกำแพงอยู่ตั้งแต่ บริเวณโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์ เรื่อยมาจนถึงบริเวณบ้านพักครู และบ่อเลี้ยงปลา ที่ชาวบ้านเข้ามาทำมาหากินอยู่ บ้านบางหลังสร้างอยู่ในแนวกำแพงเดิม ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าเคยมีการขุดพบปืนใหญ่โบราณแช่น้ำอยู่ หลายกระบอก และในหน้าแล้งถ้าถางป่าออกหมด จะเห็นแนวกำแพงป้อมเป็นระยะทางหลายร้อยเมตรแต่ไม่ต่อเนื่องกัน ได้รับการดูแล จากโรงเรียน กองทัพเรือและกรมศิลปากรป้อมเป็นเครื่องเตือนใจว่า “ยามสงบ ถ้าไม่เตรียมรบให้พร้อมสรรพ เราจะพ่ายแพ้อริราชศัตรู”
16 ป้อมพระกาฬ ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
17 ป้อมปราการ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3ตั้งอยู่ในตลาดปากน้ำในปัจจุบัน
18 ป้อมตรีเพชร ตั้งอยู่ ต. บางนาเกร็ง ปัจจุบันรื้อถอนหมดแล้ว
19 ป้อมปีกกา ตั้งอยู่ที่ ถ. ท้ายบ้าน เป็นบ้านพักและเก็บพัสดุของเทศบาลเมืองสมุทรปราการ
20 ป้อมคงกระพัน ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ชุมชนย่อยคงกระพันชาตรีตำบลปากคลองบางปลากด
21 ป้อมนารายณ์กางกร ไม่มีซากให้เห็น
22 ป้อมพับสมุทร ตั้งอยู่ใกล้กับป้อมนาคราช
23 ป้อมเสือซ่อนเล็บ ตั้งอยู่ที่ตำบลมหาวงษ์ บริเวณโรงเรียนนายเรือ
24 ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตั้งอยู่ปากน้ำเจ้าพระยา ตำบลแหลมฟ้าผ่า ภายในป้อมพระจุลจอมเกล้ายังมี ป้อมปืนเสือหมอบ เป็นปืนประจำ ป้อมพระจุลจอมเกล้า มีลักษณะเป็นปืนหลุม ๗ หลุม ปืนแต่ละกระบอกมีขนาด ๑๒๕/๓๒ มิลลิเมตร ความกว้างปากกระบอก ๑๕๒ มิลลิเมตร ลำกล้องยาว ๔.๘๖๔ เมตร หรือ ๓๒ เท่าของส่วนกว้างปากกระบอกหนัก ๕ ตันและมีระยะยิงไกลสุด ๘.๐๔๖ เมตร โดยปืนมี สมรรถนะสูงทั้ง ๗ กระบอกนี้ได้สั่งมาจากบริษัทเซอร์-ดับบลิวจีอาร์มสตรองจำกัด ประเทศอังกฤษ ถือเป็นปืนใหญ่บรรจุท้ายรุ่นแรกที่มี ใช้ในกองทัพเรือ


ที่มา http://209.85.175.104/search?q=cache:tx9MJ...cd=18&gl=th

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดสมุทรปราการ

เที่ยววัดจังหวัดสมุทรปราการ
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



- ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 18th August 2017 - 12:02
โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เกาะช้าง:: สถานที่ท่องเที่ยว :: กระบี่ สถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจ :: ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน :: เกาะสมุย สวรรค์ทะเลอ่าวไทย :: ประวัติสุนทรภู่ :: เทคนิคการถ่ายภาพ :: ดอยอินทนนท์
Design by: IPB 2.3 Skins & Web Browsers News ของเล่นไม้ Plantoys