ช่วยเหลือ - ค้นหาข้อมูล - รายชื่อสมาชิก - ปฏิทิน
อ่านเว็บบอร์ดในเวอร์ชั่นเต็ม : :: เรื่องน่ารู้ :: ที่ท่องเที่ยว สุราษฎร์ธานี- สวนโมกขพลาราม
:: Photo and Travel Forum :: > พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวการท่องเที่ยว และเรื่องราวน่ารู้จากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ > บทความ เรื่องราวน่ารู้ จากสถานที่น่าสนใจต่างๆ
อี๊ดคุง

สวนโมกข์ : ประวัติ ความเป็นมา


คลิกดูไฟล์ที่แนบมา
ภาพโดยคุณ cat

สวนโมกข์ คือ แหล่งธรรมะ ในคำขวัญประจำจังหวัด ก่อตั้งโดย “พระธรรมโกศาจารย์ “ (เงื่อม อินทปญโญ ) หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในนามของท่านพุทธทาสภิกขุ สวนโมกขพลารามก่อตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ.2475 ที่ ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา เกิดจากความต้องการหาที่สงบสำหรับศึกษาธรรมะ ของท่านพุทธทาส หลังจากที่ท่านเดินทางไปศึกษาธรรมะในกรุงเทพมหานคร พบเห็นการปฏิบัติตัวของพระที่มิได้สำรวมเคร่งครัดในธรรมวินัย และเบื่อหน่ายความวุ่นวายสับสนของเมืองหลวง จึงมีความคิดจะหาสถานที่เรียบง่าย เหมาะสำหรับศึกษาและปฏิบัติด้วยตนเอง หลังจากที่เรียนจบเปรียญธรรมสามประโยคแล้ว และเห็นว่าพอจะมีพื้นฐานความรู้ในภาษาบาลี และภาษาอังกฤษในการศึกษาเองได้ รวมทั้งท่านพุทธทาสเป็นผู้มีนิสัยรักการอ่านได้ศึกษาค้นคว้าตำราด้านต่างๆ อยู่เป็นประจำ และชอบสะสมหนังสือธรรมะต่างๆ รวมทั้งพระไตรปิฎก เมื่อทราบถึงเรื่องราวความสนใจของคนที่พุมเรียงในเรื่องพุทธศาสนา จึงตัดสินใจกลับพุมเรียง

ท่านพุทธทาสให้นายธรรมทาส พานิช ผู้เป็นน้องชายและคณะธรรมทานสำรวจหาที่ทีมีความเหมาะสม คณะสำรวจจึงเลือกเช่าที่วัดร้างแห่งหนึ่งชื่อ “ วัดตระพังจิก “ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้านพุมเรียง วัดนี้มีสภาพเป็นป่ารกทึบห่างไกลจากผู้คน จึงมีความเหมาะสมที่จะพำนักเพื่อศึกษาค้นคว้าธรรมะในพระไตรปิฏก และศึกษาค้นคว้าทางจิตใจ ท่านพุทธทาสได้ตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า “ สวนโมกขพลาราม “ เพราะบริเวณนั้นมีต้นโมกและต้นพลาขึ้นอยู่มากขึ้นอยู่มาก ท่านพุทธทาสจึงนำคำว่าโมก พลา และอารามมารวมกันได้ชื่อสำนักปฏิบัติธรรม ที่มีความหมายตรงกับธรรมะว่า“อารามที่ทำให้เกิดกำลังแห่งงความหลุดพ้น “ ซึ่งในช่วงเวลา 2 ปี แรกท่านพุทธทาสพำนักอยู่เพียงลำพัง เพราะสวนโมกข์ยังไม่เป็นรู้จักและเข้าใจของคนทั่วไป
ต่อมาท่านพุทธทาสและคณะธรรมทานได้ออกหนังสือพิมพ์ “ พุทธศาสนา ” พิมพ์เผยแพร่จุดประสงค์ของการจัดตั้งสวนโมกขพลาราม ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ครั้งแรก 3 ข้อ คือ
1. การค้นคว้าพระไตรปิฎก (ปริยัติ)
2. การตามรอยพระอรหันต์ (ปฏิบัติ )
3. การเผยแพร่ความรู้ธรรมะชั้นลึก

และได้มีการตั้งปณิธานเพิ่มอีก 3 ข้อ คือ ให้ทุกคนเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตนๆ ให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างศาสนา และช่วยกันเข็นโลกให้ออกจากวัตถุนิยม รวมทั้งลงบทความเผยแพร่ความรู้ในพระไตรปิฎก ในแง่มุมต่างๆ และในฉบับปฐมฤกษ์นั้น ท่านพุทธทาสได้เขียนปฏิญาณตน ในบทความของท่านว่า ข้าพเจ้ามอบชีวิตและร่างกายนี้ ถวายแด่พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า เพราะเหตุดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า พุทธทาส หลังจากนั้น ก็มีภิกษุสามเณร ที่เห็นด้วยเดินทางมาขอพำนัก ที่อยู่สวนโมกข์ ตำบลพุมเรียง เป็นเวลา 10 กว่าปี จึงได้ขยับขยายเพราะความจำเป็นในเรื่องต่างๆ มีมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำ และชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยรอบๆมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้สวนโมกข์ที่ตำบลพุมเรียง ไม่เหมาะกับการเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอีกต่อไป

ท่านพุทธทาสและคณะธรรมทาน ได้ออกสำรวจสถานที่แห่งใหม่เพื่อสร้างสโมสรธรรมทาน และได้พบที่ดิน เรียกว่า ด่านน้ำไหล ซึ่งเป็นช่องแคบ เดิมเป็นที่ดักจับโจร เพราะด้านหนึ่งเป็นเขานางเอ อีกด้านหนึ่งเป็นพรุลึก และเจ้าของได้บอกขายในราคาถูก ท่านจึงขอซื้อที่ดิน ในบริเวณใกล้เคียง และมีผู้บริจาคให้อีก รวมเนื้อที่ได้ประมาณ 310 ไร่ จึงจัดตั้งสวนโมกขพลารามแห่งใหม่นี้ขึ้น ชาวบ้านเรียกวัดแห่งใหม่นี้ตามชื่อภูเขากลางวัดว่า “ วัดเขาพุทธทอง “ แต่ท่านพุทธทาสได้จดทะเบียนเป็นวัดใช้ชื่อว่า “วัดธารน้ำไหล “ เพราะมีห้วยธารน้ำไหลจากเขานางเอ ไหลผ่านมาทางด้านทิศใต้ของวัดและต้องการให้สวนโมกข์ เป็นองค์กรอิสระ แยกกันตามกฎหมายกับวัดธารน้ำไหล เพื่อความสะดวกในการดำเนินงานที่ไม่ต้องทำตามระเบียบ ของวัด ภายหลังจึงมอบกิจการของสวนโมกขพลารามให้เป็นของวัดธารน้ำไหลทั้งหมด เพราะไม่มีปัญหาในการดำเนินการในระยะแรกๆ

ที่ตั้งและการเข้าถึง สวนโมกขพลาราม ปัจจุบันตั้งอยู่ที่วัดธารน้ำไหล บริเวณเชิงเขาพุทธทอง บนถนนเพชรเกษม หมู่ 6 ต.เลม็ด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี การเดินทางโดยรถยนต์เริ่มจากแยกทางหลวงหมายเลข 41 ก่อนถึงตลาดไชยาเล็กน้อยตรงหลักกิโลเมตรที่ 134

ที่มา : http://scitour.most.go.th/index.php?option...9&Itemid=32

ท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สวนโมกขพลาราม
อี๊ดคุง

สวนโมกข์ : ประวัติ ความเป็นมา


บทความ โดย อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากหนังสืออนุทินภาพ ๖๐ ปี สวนโมกข์ : พฤษภาคม ๒๕๓๕
ลงตีพิมพ์ใหม่ในหนังสือ พุทธสาสนา ปีที่ ๖๘ เล่ม ๒ พุทธศักราช ๒๕๔๓

ท่านพุทธทาสภิกขุ บุรุษผู้ประกาศตนว่าขอเป็นทาสแห่งพระพุทธองค์ มุ่งมั่นศึกษาพระธรรมจนแตกฉาน ลึกซึ้งถึงแก่นของพระธรรมคำสอน ทดลองทดสอบเพื่อหาคำตอบในข้อสงสัย จนเข้าใจจริง ทั้งยังแปรความรู้ความเข้าใจเป็นคำสอนที่เข้าใจง่าย เผยแผ่แก่พุทธศาสนิกชนทั่วโลก จนได้รับการยอมรับในระดับสากล

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


ก่อนกำเนิดสวนโมกข (พ.ศ. ๒๔๔๙-๒๔๗๔)

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา..... คลิกดูไฟล์ที่แนบมา..... คลิกดูไฟล์ที่แนบมา
นายเซี้ยง พานิช........ นางเคลื่อน พานิช ........ ด.ช. เงื่อม พานิช


ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันอาทิตย์ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเมีย หรือ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๔๔๙ บุตรชายคนหัวปีของครอบครัว นายเซี้ยง และ นางเคลื่อน พานิช ได้ถือกำเนิดขึ้น ณ บ้านตลาด พุมเรียง จ.ไชยา (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น จ. สุราษฎร์ธานี) ไม่มีใครในเวลานั้น จะคาดคิดไปถึงว่า เด็กชายที่เรียกชื่อในเวลาต่อมาว่า "เงื่อม" นั้น จะเติบโตกลายเป็นมหาเถระผู้สืบแสงเทียนธรรมแห่งพระศาสนา ที่กำลังอ่อนล้าให้มีพลังเจิดจ้าขึ้นอีกในยุคสมัยต่อมา ในนามของ "พุทธทาสภิกขุ"

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา

เด็กชายเงื่อม มีน้องอีก ๒ คน คนรองเป็นชาย ชื่อยี่เกย พานิช ซึ่งเติบใหญ่กลายเป็นคู่คิด ผู้ร่วมอุดมคติแห่งการจรรโลงพระศาสนา ร่วมกับพี่ชายในนาม "ธรรมทาส" และน้องสุดท้องเป็นหญิงชื่อ กิมซ้อย พานิช (เหมะกุล) พี่น้องทั้งสามคนใกล้ชิดสนิทสนม และเติบโตมาในครอบครัวที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีวิถีชีวิตแบบชุมชนชนบททั่วไป ด.ช. เงื่อม เองได้รับอิทธิพลชื่นชอบการแต่งบทกวีและงานช่างไม้จากบิดา และได้รับการอบรมสั่งสอนจากมารดาให้เป็นคนที่ทำอะไรจะต้องทำให้ดีที่สุด และประหยัดละเอียดรอบคอบ

เมื่ออายุได้ ๘ ปี พ่อแม่ได้นำไปฝากให้รับการศึกษาเบื้องต้นแบบโบราณ คือไปใช้ชีวิตเป็นเด็กวัดอยู่ ๓ ปี ที่วัดพุมเรียง ที่นี่ ด.ช. เงื่อม ได้เรียนรู้เรื่องการแพทย์โบราณ การสวดมนต์ไหว้พระ การอุปัฎฐากพระ งานช่างไม้ไปจนถึงการเริ่มหัดเรียนเขียนอ่าน ก.ข. ก กา จนเมื่ออายุได้ ๑๑ ปี จึงมาเรียนชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนโพธิพิทยากร (วัดเหนือหรือวัดโพธาราม) และต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเดียวกัน จนเมื่อบิดามาเปิดร้านค้าอีกร้านใน ต.ตลาด จึงย้ายมาเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสารภีอุทิศ

บันทึกของครูและครูใหญ่ ในสมุดพกชั้นประถมศึกษาของ ด.ช.เงื่อม บอกกล่าวการเล่าเรียนและอุปนิสัยของ ด.ช.เงื่อม ไว้เมื่อแรกเริ่มว่า "ประพฤติเป็นคนอยู่ปรกติไม่ค่อยได้ ท่าทางอยู่ข้างองอาจ ในเวลาทำการมักชักเพื่อนคุยมารยาทพอใช้ ทำการงานสะอาด" และสรุปรวบยอดในปลายปีว่า
"๑. มีความหมั่นดี ทำการงานรวดเร็ว ๒. ไม่เคยประพฤติรังแกเพื่อนและยังไม่เคยต้องบังคับให้มาเรียน ๓. นิสัยจำอะไรแม่น และชอบทำสิ่งที่เป็นจริง ๔. ปัญญาพออย่างธรรมดาคน"

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา

ก่อนที่จะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา บิดาได้ถึงแก่กรรมเสียก่อน ด้วยโรคลมปัจจุบัน ในปี ๒๔๖๕ นายเงื่อมหนุ่มน้อยจึงต้องลาออกจากโรงเรียน มาเป็นผู้ดูแลร้านค้าในฐานะบุตรชายคนโต แม้กระนั้น ร้านไชยาพานิช ที่ พุมเรียง จ.ไชยา (สุราษฎร์ธานี) ความเป็นผู้ใฝ่การเรียนรู้ ก็ทำให้นายเงื่อมยังคงเป็นนักอ่านหนังสือ และรักการถกเถียงหาความรู้อยู่เนืองนิจ หนังสือต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือธรรมะ ที่ใช้ในการเรียนนักธรรมตรี โท เอก ก็เสาะหามาอ่านจนปรุโปร่ง ร้านไชยาพานิช ของผู้จัดการหนุ่มนามเงื่อมผู้นี้ ก็เป็นเวทีอันคึกคักของผู้ชอบการศึกษา ถกเถียง มาตั้งวงถกธรรมะกันอย่างได้รสชาติและความรู้ ตัวเจ้าของร้านเอง ก็แสดงความสามารถในการแจกแจงข้อธรรมะได้อย่างชัดเจน จนใครต่อใครพากันยอมรับนับถือ การศึกษาพระธรรมในเวลาดังกล่าว ก่อให้เกิดความสนุกสนานทางความคิดแก่พ่อค้าหนุ่มเป็นอย่างมากทีเดียว

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา

เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ นายเงื่อมก็อุปสมบทเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตามประเพณีที่สืบทอดกันมา ถึงแม้จะได้เคยอ่านพบเรื่องเกี่ยวกับพระอรหันต์แต่ก็มิได้คิดไกลไปถึงว่า จะทดลองปฏิบัติดู รู้สึกเพียงแค่ว่า "น่าสนใจและอาจจะมีประโยชน์" ดังนั้น เมื่อแรกบวช จึงคิดว่าจะดำรงสมณเพศอยู่เพียงช่วงเข้าพรรษาในเวลา ๓ เดือนเท่านั้น แต่จากความสามารถที่มีอยู่ในด้านของการอภิปราย และโต้ธรรมะได้อย่างฉาดฉานมาตั้งแต่ก่อนบวช ทำให้พระเงื่อมได้กลายเป็นพระนักเทศน์ที่มีชื่อในตำบลนั้น ในเวลาไม่กี่วันหลังบวช โดยริเริ่มดัดแปลงการเทศน์ที่ทันสมัย มีการสอดแทรกข้อคิดและเรื่องน่าฟังต่างๆ ทำให้เกิดความเพลิดเพลินแก่ผู้ฟัง มากกว่าวิธีการอ่านตามใบลานอย่างซ้ำซากน่าเบื่อ

การได้ขบคิดเตรียมการเทศน์ และประสบผลสำเร็จในกิจดังกล่าว ทำให้ชีวิตพระในพรรษาแรก ผ่านไปด้วยความเพลิดเพลินจนกระทั่ง เมื่อครบกำหนดลาสิกขาพระเงื่อม ก็ยังไม่คิดจะลาไปใช้ชีวิตฆราวาสประกอบกับน้องชาย คือ นายยี่เกย ลาออกจากการเรียนที่กรุงเทพฯ กลับมาอยู่เป็นกำลังช่วยมารดาประกอบการค้า เปิดทางให้พี่ชายได้บวชเรียนต่อ จนถึงสอบนักธรรมโทได้ในปีต่อมา

แล้วนาย เสี้ยง พานิช ผู้เป็นอา ซึ่งผลักดันให้หลานชายบวชเรียนมาแต่ต้น ก็ได้เร่งเร้าพระเงื่อมไปเรียนนักธรรมเอกที่กรุงเทพฯ เพื่อหวังจะให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ความคิดคล้อยตามของพระเงื่อมที่จะเล่าเรียนต่อในทางธรรมนั้น มาจากความสนุกสนานของการได้คิดค้นสอนธรรมะ และทำงานแปลกใหม่ แต่สภาพความย่อหย่อนในพระวินัยของพระสงฆ์ที่ตนพบนั้น ตรงข้ามกับความคาดหมายของตน ที่เข้าใจว่า กรุงเทพฯ เป็นที่รวมของพระอรหันต์ ผู้น่าเลื่อมใสทำให้พระเงื่อมเกิดความเบื่อหน่าย และเกรงว่าตนเองจะเริ่มเอนเอียงตามไปในทางไม่ถูกด้วย อยู่กรุงเทพฯ ได้ไม่กี่เดือนจึงคิดจะกลับบ้านเพื่อลาสิกขา แต่เมื่อกลับถึงบ้านก็จวนเจียนจะเข้าพรรษาแล้ว จึงตัดสินใจบวชไปอีกพรรษาหนึ่งก่อน โดยใช้เวลาเรียนนักธรรมเอกต่อด้วยตนเอง จนกระทั่งสอบได้ และได้รับการชักชวนให้ไปเป็นครูสอนนักธรรม ที่โรงเรียนนักธรรมวัดพระธาตุไชยาซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ สอนอยู่ ๑ ปี มีผลงานดีเด่น สามารถสอนให้นักเรียนสอบได้ยกชั้น

พระเงื่อม ขณะมาเรียนที่กรุงเทพฯในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับงานสอนนี้ อาเสี้ยงก็ได้มาจูงใจพระเงื่อมอีกครั้ง ให้ขึ้นกรุงเทพฯเพื่อเรียนบาลี ในปี ๒๔๗๓ พระเงื่อมจึงขึ้นกรุงเทพฯอีกครั้ง คราวนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ด้วยพระเงื่อมตั้งใจไว้ว่า จะไม่สนใจประพฤติปฏิบัติของพระเณร มุ่งแต่จะไปศึกษาบาลี เพื่อให้มีความรู้พอที่จะศึกษาค้นคว้าได้เอง และเพื่อที่จะคว้าเปรียญธรรม ๓ ประโยค ให้ได้เป็น "มหาเงื่อม" ตามค่านิยมที่ยกย่องกันอยู่ในเวลานั้น แต่เมื่อไปเรียนอยู่ได้ไม่กี่วัน ก็ให้รู้สึกเบื่อระบบการเรียนการสอนที่อืดอาดล่าช้า และขาดความอิสระในการคิด จึงสมัครใจเรียนเองอยู่ที่วัดปทุมคงคา กับพระครูซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน จนกระทั่งสามารถสอบ ปธ.๓ ได้เป็น "มหาเงื่อม" สมดังตั้งใจ ทำให้พระมหาเงื่อมเกิดความคิดที่จะเรียนต่อให้สูงขึ้นไปอีก จึงตัดสินใจอยู่กรุงเทพฯ เพื่อเรียนต่อ ปธ.๔

มหาเงื่อม ก่อนมีสวนโมกข์ ๒ ปีแต่แล้วช่วงการเรียน ปธ.๔ นี้เอง ได้นำไปสู่จุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางความคิด ของพระหนุ่มจากไชยาผู้นี้ เมื่อมีโอกาสได้ศึกษาค้นคว้ากว้างขวางออกไปจากตำราที่เรียนอยู่ และได้อ่านพบข่าวคราวการฟื้นฟูพระศาสนาในศรีลังกาและอินเดีย ตลอดจนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในตะวันตก แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การได้เริ่มศึกษาพระไตรปิฎกโดยตรงด้วยตนเอง แทนที่จะศึกษาจากอรรถกถา ซึ่งเป็นการตีความพระไตรปิฎกโดยอรรถกถาจารย์ ตามหลักสูตรการศึกษาโดยทั่วไป ทำให้พระมหาเงื่อมได้ค้นพบว่า การเรียนปริยัติธรรมตามแบบ ที่เป็นอยู่เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย เพราะเรียนอย่างยึดถือตามตำราโดยปราศจากการคิดค้น ทบทวนและวิเคราะห์วิจารณ์ และเมื่อตนเองพยายามศึกษาตามแนวทางดังกล่าว ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นครูอาจารย์หรือเพื่อนร่วมชั้น ทำให้ต้องทนเรียนตามๆ ไปอย่างซังกะตายและผลก็คือ พระมหาเงื่อมสอบตก ปธ.๔ ในที่สุดตามที่คาดไว้

เวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ความคิดต่างๆ ซึ่งสะสมมาตลอดระยะเวลาของการอุปสมบท และความรู้ทางธรรมะ ที่ได้จากการอ่านหนังสือธรรมะมาเป็นเวลานานได้เริ่มตกผลึก อุดมคติเริ่มก่อเกิดขึ้นในใจ พระมหาเงื่อมได้ตระหนักแล้วว่า ประโยชน์แห่งพุทธศาสนามิใช่เพื่อไขว่คว้าเปรียญธรรม หรือเพื่อโต้เถียงเอาสนุกดังที่ตนเคยคิด หากแต่พระบรมศาสดาได้ชี้นำทางแห่งชีวิตอันประเสริฐ ที่จะพ้นจากความทุกข์ และมีชีวิตอันสงบอย่างยั่งยืนด้วย เพียงแต่ว่า หนทางดังกล่าว มิอาจได้มาด้วยการเรียนตามแนวทางและแนวคิดที่ยึดถือกันอยู่ในเวลานั้น

แต่ใครเล่าจะเชื่อสิ่งที่พระมหาหนุ่มผู้สอบตก ปธ.๔ ผู้นี้ หนทางเดียวที่จะทำคุณค่าแห่งพุทธศาสนา ที่ตนเองเชื่อถือศรัทธาให้ปรากฏเป็นจริงได้ ก็คือการศึกษาและทดลองตามแนวทางที่ตนเองเชื่อมั่นอย่างจริงจังเท่านั้น แล้วพระมหาเงื่อมก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวมุ่งหน้าที่จะกลับบ้าน ด้วยหัวใจที่พร้อมแล้ว ที่จะอุทิศให้แก่พระศาสนา เพื่อนำชีวิตอันประเสริฐมาปรากฏแก่ชนร่วมสมัยให้จงได้....


ที่มา http://www.buddhadasa.com/history/budmem2.html

ท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สวนโมกขพลาราม
อี๊ดคุง
ตามรอยพระอรหันต์ (พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๘๔)

เมื่อพระมหาเงื่อมตัดสินใจแน่วแน่แล้วที่จะกลับบ้าน ก็ได้มีจดหมายถึง นายยี่เกยผู้น้องชาย ความตอนหนึ่งว่า
" เราตกลงใจกันแน่นอนแล้วว่า กรุงเทพฯ ไม่ใช่เป็นที่ที่จะค้นพบความบริสุทธิ์การถลำเข้าเรียนปริยัติธรรมทางเจือด้วยยศศักดิ
์ เป็นผลดีให้เรารู้สึกตัวว่า เป็นการก้าวผิดไปก้าวหนึ่ง หากรู้ไม่ทันก็จะต้องก้าวไปอีกหลายก้าว และยากที่จะถอนออกได้เหมือนบางคน จากการรู้สึกว่าก้าวผิดนั่นเอง ทำให้พบเงื่อนว่าทำอย่างไรเราจะก้าวถูกด้วย เราเดินตามโลกตั้งแต่นาทีที่เกิดมา จนถึงนาทีที่มีความรู้สึกนี้ ต่อนี้ไป เราจะไม่เดินตามโลก และลาโลกไปค้นหาสิ่งที่บริสุทธิ์ ตามรอยพระอริยะที่ค้นแล้วจนพบ..." และ "ฉันมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าจะไปขออาศัยสถานที่ที่ไหน เพื่อการศึกษาของเราจึงจะเหมาะนอกจากบ้านเราเอง และไม่มีที่ไหนนอกจากบ้านเราคือที่พุมเรียง ก่อนที่อื่น จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือรบกวนในบางอย่าง คือต้องมีผู้ช่วยให้ได้โอกาสเรียนมากที่สุด และใครๆ จงถือเสียว่า ฉันไม่ได้กลับออกมาพักอยู่ที่พุมเรียงเลย การกินอยู่ขอรบกวนให้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักเล็กน้อย คือถ้าไม่อยากทำอย่างอื่น ข้าวที่ใส่บาตรจะคลุกน้ำปลาเสียสักนิดก็จะดี ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าจะไม่รบกวนอย่างอื่นอีกเลย ฉันจะเป็นผู้พิสูจน์ให้เพื่อนกันเห็นว่า พระอรหันต์แทบทั้งหมด มีชีวิตอยู่ด้วยข้าวสุกที่หุงด้วยปลายข้าวสารหัก และราดน้ำส้มหรือน้ำผักดองนิดหน่อยเท่านั้น เราลองกินข้าวสุกของข้าวสารที่เป็นตัว และน้ำปลา ก็ยังดีกว่าน้ำส้ม และเราลองกินอยู่เดี๋ยวนี้ รู้สึกว่าไม่มีการขัดข้องเลย ที่จะกินต่อไป.."

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา
แล้วในวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๗๕ พระมหาเงื่อมก็เดินทางกลับถึงบ้านเกิดที่พุมเรียง และเข้าพักชั่วคราวในโบสถ์วัดใหม่พุมเรียง การกลับมาครั้งนี้ มีเพียงโยมน้องชายและเพื่อนในคณะธรรมทานประมาณ ๔-๕ คนเท่านั้น ที่ร่วมรับรู้ถึงปณิธานอันมุ่งมั่นของพระมหาเงื่อม ทุกคนเต็มอกเต็มใจที่จะหนุนช่วยด้วยความศรัทธา โดยพากันออกเสาะหาสถานที่ ซึ่งคิดว่ามีความวิเวกและเหมาะสมจะเป็นสถานที่ เพื่อการทดลองปฏิบัติธรรมตามรอยพระอรหันต์ สำรวจกันอยู่ประมาณเดือนเศษ ก็พบวัดร้างเนื้อที่ประมาณ ๖๐ ไร่ ชื่อตระพังจิก ซึ่งรกร้างมานาน บริเวณเป็นป่ารกครื้ม มีสระน้ำใหญ่ซึ่งร่ำลือกันว่า มีผีดุอาศัยอยู่ เมื่อเป็นที่พอใจแล้ว คณะอุบาสกดังกล่าวก็จัดทำเพิงที่พัก อยู่หลังพระพุทธรูปเก่าซึ่งเป็นพระประธานในวัดร้างนั้น แล้วพระมหาเงื่อมก็เข้าอยู่ในวัดร้างตระพังจิก เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๕อันตรงกับวันวิสาขบูชา โดยมีเพียงอัฐบริขาร ตะเกียง และหนังสืออีกเพียง๒-๓ เล่มติดตัวไปเท่านั้น

เข้าไปอยู่ได้ไม่กี่วัน วัดร้างนามตระพังจิกนี้ ก็ได้รับการตั้งนามขึ้นใหม่โดยพระมหาเงื่อม ซึ่งเห็นว่า บริเวณใกล้ที่พักนั้น มีต้นโมกและต้นพลาขึ้นอยู่โดยทั่วไป จึงคิดนำคำทั้งสองมาต่อเติมขึ้นใหม่ ให้มีความหมายในทางธรรม จึงเกิดคำว่า "สวนโมกขพลาราม" อันหมายถึง "สวนป่าอันเป็นกำลังแห่งความหลุดพ้นจากทุกข์" ขึ้นในโลกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาพร้อมๆ กับการเริ่มภารกิจตามที่ใจมุ่งมั่น โดยเริ่มการขบคิดเรื่องต่างๆ และลงมือค้นคว้าพระไตรปิฎกต่ออีกด้วยตนเอง เมื่อถึงเดือนสิงหาคม ๒๔๗๕ ก็เริ่มถ่ายทอดอุดมคติอันตนศรัทธาเชื่อมั่น ออกเป็นงานเขียนเรื่อง "ตามรอยพระอรหันต์" หัวใจของพระมหาหนุ่มในเวลานั้น เต็มเปี่ยมด้วยรู้สึกที่จะมอบกายถวายชีวิตให้กับงานของพระศาสดา จึงตั้งนามตนเองขึ้นใหม่ว่า "พุทธทาส" ตามบทสวดตอนหนึ่งในภาษาบาลี นาม"พุทธทาส" จึงเริ่มเป็นที่รู้จักกันเรื่อยมาจนบัดนี้
คลิกดูไฟล์ที่แนบมา
ความมุ่งมั่นตั้งใจของพระลูกชาย และคณะธรรมทานที่จะส่งเสริมการปฏิบัติธรรม ในด้านวิปัสสนาธุระให้รุ่งเรือง ทำให้นางเคลื่อนผู้มารดา ได้ทำพินัยกรรมมอบเงินจำนวน ๖,๓๗๘ บาท ตั้งเป็นทุนต้นตระกูลพานิช เพื่อให้นำดอกผลมาใช้ในกิจการของสวนโมกข์ และคณะธรรมทาน ซึ่งได้เปิด "ห้องธรรมทาน" ขึ้นใกล้ทางรถไฟ จัดให้มีการทำบุญเลี้ยงพระในวันอุโบสถ และนิมนต์ "พุทธทาสภิกขุ" มาแสดงพระธรรมเทศนา นอกจากนี้ท่านอาจารย์พุทธทาส ขณะแสดงธรรมเทศนา กองทุนดังกล่าวยังช่วยให้เกิดหนังสือพิมพ์ราย ๓ เดือน ชื่อ "พุทธสาสนา" ในเดือน พฤษภาคม ๒๔๗๖ ซึ่งถือเป็นสื่อสำคัญที่สุด ที่ช่วยเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบว่า บัดนี้ที่เมืองไชยา ซึ่งสมัยหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งเดิมของอาณาจักรศรีวิชัย อันรุ่งเรืองด้วยพุทธศาสนาในอดีต ได้เกิดคณะบุคคล ซึ่งประกอบด้วยพระและฆราวาส ที่พร้อมใจกันจะพิสูจน์ให้โลกสมัยใหม่ตระหนักว่า พระพุทธศาสนาคือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งยวดของการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ และแก่นแท้แห่งพระพุทธศาสนามิใช่พิธีกรรม ไสยศาสตร์ หรือการเรียนปริยัติธรรม เพื่อสอบเอาเปรียญธรรมสูงๆ หากแต่เป็นการศึกษาควบคู่ไปพร้อมๆ กับการปฏิบัติ และผู้ที่ปฏิบัติได้ถูกต้อง ก็จะสามารถก้าวไปสู่ทางแห่งพระนิพพานได้ตามลำดับอย่างแน่นอนด้วย

พระมหาเงื่อมได้เริ่มงานเผยแพร่ความคิดนี้ไปพร้อมๆ กับการศึกษาพระไตรปิฎก แล้วนำมาปฏิบัติทดลอง มีชีวิตตามแบบสงฆ์ ในสมัยพุทธกาลด้วยตนเอง คือดำรงชีวิตอยู่ในสวนโมกข์อย่างสมถะ และใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด ศึกษาและทดลองฝึกกรรมฐาน และวัตรปฏิบัติต่างๆ อย่างเอาจริงเอาจัง แล้วจดบันทึกไว้เป็นข้อมูล เพื่อศึกษาว่าพระพุทธองค์ทรงสอนอะไร และให้ผลอย่างไร ในช่วงเข้าพรรษา จะเป็นช่วงเวลาของการฝึกฝนตนเองอย่างเข้มข้นพิเศษ โดยท่านได้จัดทำสมุดบันทึก "ปฏิบัติธรรมรายวัน แบบพุทธทาส" ขึ้น เพื่อศึกษาไตร่ตรอง และทบทวนผลจากการทดลองปฏิบัติ จากบันทึกในช่วงเข้าพรรษาประจำปี ๒๔๗๗ แสดงให้เห็นว่า การศึกษาทดลองของท่านนั้น เป็นไปอย่างชนิดต้องอาศัยความทรหด และจิตใจอันเข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง ดังเช่นเมื่อตั้งใจไว้ว่าจะต่อสู้กับกิเลสต่างๆ ที่มารบกวนล่อหลอกให้หลงตาม ท่านก็จะบังคับใจตนเองให้ทำตรงกันข้าม ดังที่มีบันทึกไว้ว่า
" หากสับเพร่าทำยุงตาย หรือบอบช้ำไปหนึ่งตัว จะให้ยุงกัดคราวหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ตัว และไม่ต่ำกว่า ๒๐ นาทีในป่ารก หรือ
ถ้าขี้เกียจ จะรบมันด้วยการนั่งให้สว่างคาที่
ถ้าหิว รบมันด้วยการกวาดลานให้มาก จนไม่หิว
ถ้าเพลียโหย จงเดินจงกรมอย่างแรง ๔-๕ ร้อยเที่ยว
ถ้าขลาดมาท่าไหน จะอยู่ในท่านั้นให้หนักขึ้น จนกว่าจะไม่ขลาด
ถ้ารักชอบ เทหรือทุบต่อยสิ่งนั้นทันที หรือเพ่งให้เห็นความเลวของมัน
ถ้าอร่อย จะเจือน้ำหรือทิ้งส่วนนั้นเสีย
ถ้าไม่อร่อย จงกินจนรู้สึกว่าเฉย หรืออร่อยโดยสันโดษ
ถ้าเพลินในอารมณ์ จนคิดจนเห็นอนัตตา มิฉะนั้นอย่าลุก "

ในบางช่วงแห่งการทดลองนี้ ท่านจะงดการพูดโดยเด็ดขาดเป็นเวลา ๓ เดือน หรือฉันแต่อาหารธรรมชาติตลอดพรรษา เช่น กล้วยน้ำว้า ข้าวโพด มะพร้าวแตง ฯลฯ และเคยแม้กระทั่งทำการทดลองแปลกๆ ในบางครั้ง ซึ่งทำให้ท่านได้พบข้อคิดใหม่ๆ เช่น เมื่อทดลองสละเลือดให้ยุงกินพร้อมกันคราวเดียว ๑๐๐ ตัวเศษ ในป่ารก ท่านได้บันทึกไว้ว่า ผลทางจิตใจคือ " ได้หลักในใจแปลกๆ ว่า ปีติเกิดได้ทุกอย่างในการเสียสละเพื่อสัตว์อื่นๆ"

การศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก และการทดลองปฏิบัติอย่างแน่วแน่เช่นนี้ ได้ก่อให้เกิดปัญญาที่จะรู้แจ้งในพระธรรมคำสอนมากขึ้นๆ เป็นลำดับ กระทั่งแยกแยะได้ถูกว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไรและหัวใจของคำสอนคืออะไร ฯลฯ แล้ววันหนึ่งแห่งการตามรอยพระอรหันต์ ท่านก็บันทึกการตัดสินใจอันสำคัญไว้ว่า

" รู้สึกว่าต่อไปจะเปลี่ยนเข็มมุ่งหมายในใจบางอย่าง ให้หมุนตรงเฉพาะต่อความสุขอย่างแท้จริง คือ ละวางทุกๆ อย่างแล้วมีใจสดชื่นเย็นฉ่ำยิ่งขึ้นเสมอ จะประกาศแต่ความสุขนี้เท่านั้น จะไม่ยอมให้อะไรครอบงำใจได้อีกต่อไป ชีวิตของข้าพเจ้าสละทุกอย่างๆ มุ่งหมายต่อความสุขนี้ และประกาศเผยแผ่ความสุขนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้ในบรรดามีอยู่ในพุทธศาสนา "

เวลา ๑๕.๐๐ น. ถึงที่สุดแห่งความตกลงใจ (บันทึกเมื่อ ๒๐ กันยายน ๒๔๗๗)

ความคิดและผลอันเกิดจากการศึกษาทดลองของพระมหาเงื่อมนี้ ได้รับการเผยแผ่ผ่านทางหนังสือพิมพ์ " พุทธสาสนา " อยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนไม่น้อย เริ่มสนใจกับหลักธรรมต่างๆ ซึ่งไม่เคยมีใครพูดมาก่อน และปรารถนาที่จะให้ความสนับสนุน

ก่อนเข้าพรรษาปี ๒๔๗๗ พระดุลยพากย์สุวมัณฑ์ ได้นิมนต์ "พระพุทธทาส ภิกขุ" เดินทางไปแสดงธรรม ณ นครศรีธรรมราช ในโอกาสเปิดสวนปันตาราม ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามแนวของสวนโมกข์ และในปี ๒๔๘๐ เหตุการณ์ซึ่งคณะผู้ก่อตั้งสวนโมกข์ไม่ได้คาดฝันก็บังเกิดขึ้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถระ) วัดเทพศิรินทร์ องค์ประธานกรรมการ มหาเถรสมาคม เดินทางมาเยี่ยมและพักแรมที่สวนโมกข์ ๑ คืนแล้วในปีถัดมา พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ (วงศ์ ลัดพลี) พระยาภรตราชสุพิช นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เดินทางมาเยี่ยมสวนโมกข์ บุคคลชั้นนำทั้งบรรพชิต และฆราวาสเหล่านี้ ได้เป็นกัลยาณมิตรที่สำคัญยิ่งของสวนโมกข์ในเวลาต่อมา ช่วยส่งเสริมให้กิจการเพื่อการตามรอยพระอรหันต์แผ่ขยายจากสำนักปฏิบัติธรรมเล็กๆ ในหัวเมือง ไปสู่สาธารณชนทุกทิศทุกทางในเวลาต่อมา ....

พุทธทาสรำลึก
ท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สวนโมกขพลาราม

บทความ โดย อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากหนังสืออนุทินภาพ ๖๐ ปี สวนโมกข์ : พฤษภาคม ๒๕๓๕
ลงตีพิมพ์ใหม่ในหนังสือ พุทธสาสนา ปีที่ ๖๘ เล่ม ๒ พุทธศักราช ๒๕๔๓
อี๊ดคุง
ประกาศธรรมทุกทิศ (พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๕๐๕)

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


ความสามารถของ "พุทธทาสภิกขุ" ในด้านการเขียนอธิบายข้อธรรมะต่างๆ ใน " พุทธสาสนา " โดยใช้ภาษาที่สละสลวยเข้าใจง่าย แต่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งได้ส่งผลให้ธรรมะจากสวนโมกข์ แผ่กระจายสู่ผู้อ่านในที่ต่างๆ โดยง่าย จากฉบับแรกเริ่ม ซึ่งต้องประกาศแจกให้เปล่าในหนังสือพิมพ์ " ไทยเขษม " รายสัปดาห์ ก้าวหน้าจนมีผู้สนใจบอกรับเป็นสมาชิกเองนับร้อย จนถึงพันในเวลาต่อมา ความสำเร็จนี้แม้แต่คณะผู้จัดทำเองก็คาดไม่ถึง ส่งเสริมให้เกิดกำลังใจที่จะเผยแพร่และแจกจ่ายธรรมทานนี้แก่สาธารณชนมากยิ่งขึ้น

ไม่นานนัก การประกาศธรรม ก็ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ด้วยความสามารถที่มีอยู่แต่แรกบวชของพุทธทาสภิกขุนั่นคือ การเผยแผ่ธรรมะโดยการเทศน์ ท่านได้ริเริ่มการเทศน์ในรูปของปาฐกถาธรรมที่ประยุกต์ทั้งรูปแบบ และเนื้อหาของธรรมะที่แสดงให้สมสมัย โดยเปิดฉากครั้งแรกที่พุทธธรรมสมาคม กรุงเทพฯ ตามคำอาราธนาของ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เมื่อ วันที่ ๑๓ กรกฏาคม ๒๔๘๓ โดยแสดงธรรมเรื่อง " วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม " ซึ่งใช้เวลานานถึง ๒ ชั่วโมง ๑๕ นาที การแสดงปาฐกถาธรรมของพุทธทาสภิกขุแต่ละครั้งนั้น สามารถตรึงผู้ฟังจำนวนนับร้อยหรือพัน ให้สนใจติดตามอย่างสนใจได้โดยอาศัยการพูดที่กระชับชัดเจน และเรียงร้อยความไว้อย่างดี จนผู้ฟังเกิดความเข้าใจที่แจ่มแจ้งได้ว่าธรรมะขั้นโลกุตระ อันคนทั่วไปมักคิดว่าพ้นโลก หรือไม่มีจริงนั้น แท้จริงคือหัวใจของพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถจะพิสูจน์และนำไปปฏิบัติให้เกิดผล และเห็นชัดได้โดยตนเองทุกเวลา

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


ความสามารถดังกล่าวนี้ ทำให้นาม " พุทธทาสภิกขุ " ร่ำระบือกลายเป็นพระนักเทศน์ สนับสนุนให้การเผยแผ่ธรรมเป็นไปอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นอีก โดยเฉพาะเมื่อสื่อมวลชนให้ความสนใจมาฟังธรรม และนำไปเขียนเชิญชวนให้ผู้อ่าน ร่วมกันติดตามผลงานเขียนและพูดของพุทธทาสภิกขุ แล้ว กองทัพธรรมซึ่งตั้งหลักอยู่ที่ไชยา ก็เริ่มยาตราออกสู่ทิศานุทิศเป็นลำดับพุทธทาสภิกขุ ได้รับการอาราธนาให้เดินทางไปแสดงธรรมยังที่ต่างๆ บ่อยครั้ง เช่น ที่กรุงเทพฯแสดงธรรมที่โรงพยาบาลสงฆ์ โรงพยาบาลศิริราช ธรรมศาสตร์-จุฬา กรมสรรพากร กระทรวงยุติธรรม สมาคมจีนตงฮั้ว ฯลฯ และเดินทางไปยังจังหวัดอื่นๆ เช่น เพชรบุรี ราชบุรี พิษณุโลก สุโขทัย เชียงใหม่ ฯลฯ รวมไปถึงการแสดงธรรมตามวิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยครู ในจังหวัดต่างๆ ด้วย เฉพาะที่เชียงใหม่นั้น ได้เดินทางไปหลายครั้ง เพื่อให้คำแนะนำแก่กิจการของคณะพุทธนิคม และการจัดตั้งวัดแบบสวนโมกข์ที่วัดอุโมงค์ การเผยแผ่ธรรมะที่เชียงใหม่นี้ ก้าวหน้ายิ่งขึ้นอีก เมื่อท่านได้ขอร้องให้ปัญญานันทภิกขุ สหธรรมิกผู้น้อง ซึ่งถูกอัธยาศัยกันมาตั้งแต่ครั้งเคยจำพรรษาที่สวนโมกข์เก่าด้วยกัน ในปี ๒๔๗๙ มาเป็นผู้สานต่อกิจกรรมประกาศธรรมในภาคเหนือนี้

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


สำหรับในภาคอันเป็นบ้านเกิดนั้น ท่านได้เคยตระเวณประกาศธรรมอย่างชนิดสมบุกสมบัน โดยการเดินสายเทศน์ตาม ๑๔ จังหวัดภาคใต้ ใช้เวลานานถึงเดือนเศษ เคยเดินทางตระเวณเทศน์ ทั้งทางรถยนต์ เรือ รถไฟ เรือบิน บางครั้งที่รถไฟแน่นจนไม่มีที่นั่ง ต้องขอนั่งไปในตู้บรรทุกสัตว์ และฉันอาหารในตู้ดังกล่าว ท่านต้องแสดงธรรมทุกวันตลอดทั้งเดือน และในบางครั้งต้องเทศน์ถึงวันละ ๕ ครั้ง นอกจากการแสดงธรรมในเมืองไทยแล้ว พุทธทาสภิกขุ ยังเป็นตัวแทนของคณะสงฆ์ไทยไปปราศรัยแสดงธรรม ในโอกาสฉัฎฐสังคายนา ณ ประเทศพม่า ด้วยในปี ๒๔๗๙ ผลอันเกิดจากการมุ่งมั่นประกาศธรรม โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยนี้ ได้ฝากผลงานที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ชนร่วมสมัย และแก่อนุชนรุ่นหลังไว้ด้วย คือเกิดหนังสือเล่มสำคัญๆ ที่ถอดเทปแล้วเรียบเรียงจากการปาฐกถาธรรมในที่ต่างๆ หนังสือเหล่านี้บางเล่มเช่นหลักพุทธศาสนา คู่มือมนุษย์ แก่นพุทธศาสน์ ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ฯลฯ มีอิทธิพลถึงเปลี่ยนวิถีชีวิต หรือแนวคิดของผู้อ่านไปอย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว ดังที่ผู้เขียนเล่าอยู่หลายๆ ครั้งในหนังสือต่างๆ

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


ช่วงเวลาเดียวกับการประกาศธรรมทุกทิศนี้ ฐานทัพแห่งธรรมที่สวนโมกข์ พุมเรียง ก็โยกย้ายอยู่บริเวณใหม่ที่เรียกกันว่า " ด่านน้ำไหล " โดยเริ่มจากเนื้อที่ ๙๐ ไร่ สถานที่ตั้งของสวนโมกข์แห่งใหม่นี้ ยังคงเป็นไปตามแนวคิดเดิม คือใกล้ชิดกับธรรมชาติ ให้ความรู้สึกอันสงบร่มรื่นแก่ผู้อาศัย มีภูเขาพุทธทองอยู่ตรงกลาง และอีกด้านติดเขานางเอ อันอุดมด้วยต้นไม้และสัตว์นานาชนิด นอกจากนี้ยังมีธารน้ำขนาดใหญ่ไหลผ่าน จึงมีการตั้งชื่อครั้งจดทะเบียนอย่างเป็นทางการว่า " วัดธารน้ำไหล " แต่ชื่อที่ยังติดปากผู้คนไม่เสื่อมคลายคือ " สวนโมกข์ " ผลจากการประกาศธรรมทุกทิศ ทั้งโดยการเขียนและการพูด ได้เชิญชวนให้ผู้คนสัมผัสแมกไม้ของป่า และแสวงหากำลังแห่งการหลุดพ้นจากสถานที่แห่งนี้ จนต้องมีการขยายที่พักและจัดกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วยจากปีที่ย้ายมา จนเวลาล่วงผ่านกึ่งพุทธกาล(พ.ศ. ๒๕๐๐) การเดินทางของผู้แสวงหาธรรมไม่เคยขาดสาย เช่นเดียวกับการประกาศธรรม ที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ตามปณิธานอันแรงกล้าของ " พุทธทาสภิกขุ " และตามคติของคณะธรรมทานที่ว่า " การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง "

พุทธทาสรำลึก
ท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สวนโมกขพลาราม

บทความ โดย อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากหนังสืออนุทินภาพ ๖๐ ปี สวนโมกข์ : พฤษภาคม ๒๕๓๕
ลงตีพิมพ์ใหม่ในหนังสือ พุทธสาสนา ปีที่ ๖๘ เล่ม ๒ พุทธศักราช ๒๕๔๓
อี๊ดคุง
ประยุกต์ธรรมนำยุคสมัย (พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๒๔)

พร้อมๆ กับที่เวลาล่วงผ่านเข้าสู่ยุคหลังกึ่งพุทธกาล (พ.ศ. ๒๕๐๐) นั้น ประเทศไทยก็ได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาไปสู่ "ความทันสมัย" ตามแบบตะวันตกด้วยวิถีชีวิตการศึกษา วัฒนธรรม การทำมาหากิน ต่างมุ่งจะไปสู่ความสมบูรณ์มั่งคั่งทางวัตถุ ภายใต้คำขวัญของการพัฒนาที่ว่า "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" ผู้คนในสังคมได้ถูกกระตุ้นให้เห็นคุณค่า และความสำคัญของวัตถุยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด จนเกิดการแสวงหาและแข่งขันกันสะสม ระหว่างบุคคลในสังคมโดยทั่วไป ในโลกแห่งความทันสมัยนี้ พระพุทธศาสนาซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง ๒,๕๐๐ ปี ได้ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ล้าสมัย คร่ำครึไร้ประโยชน์ และไม่จำเป็นแก่การพัฒนาแบบนี้

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


ท่านอาจารย์พุทธทาสกลับมองตรงกันข้ามว่าในกระแสแห่งการพัฒนาเช่นนี้ ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องนำ " แก่นพระพุทธศาสนา " ออกเผยแผ่ให้มากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อมองการณ์ไกลไปถึงอนาคต ท่านเห็นว่าการพัฒนาที่มุ่งแต่การปรนเปรอชีวิต ด้วยความสุขทางวัตถุนั้น จะนำไปสู่ความทุกข์ทั้งของปัจเจกชนและสังคมโดยรวม เพราะเป็นการพัฒนาที่ขาดความสมดุล คือมองข้ามคุณค่าของการพัฒนาจิตใจมนุษย์จะตกเป็นทาสของวัตถุ จนเกิดการเบียดเบียน แย่งชิงและทำร้ายกัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อจักให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการ ศีลธรรมจะเสื่อมถอย ชีวิตและสังคมจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ขาดความสงบสุขมากขึ้นทุกขณะ ท่านจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องนำแก่นพุทธศาสน์ มาสั่งสอนเพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีชีวิตอยู่เหนือการเป็นทาสวัตถุ มี " จิตสว่าง " ที่ปลอดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นแห่งตนรู้จักการแบ่งปัน และดำรงชีวิตโดยพอดี

โดยท่านมองว่า การเผยแผ่ธรรมดังกล่าวนี้ จะต้องคิดค้นและเลือกธรรมะมาประยุกต์ เพื่ออธิบายให้เป็นเรื่องร่วมสมัย ที่เข้าใจได้สำหรับคนในสังคม " ทันสมัย " รวมทั้งจะต้องพัฒนารูปแบบของการเผยแผ่ด้วย เพื่อจูงใจคนทั่วไปให้สนใจ จากความใฝ่รู้ ในวิทยาการด้านต่างๆ ที่มีมาโดยตลอดของท่านอาจารย์ ท่านจึงเริ่มพัฒนาสื่อการสอนธรรมะในสวนโมกข์ เพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้มาพักหรือแม้เพียงแวะผ่าน ให้ได้ธรรมะกลับไปเป็นข้อคิดบ้าง จึงเกิดการสร้างโรงมหรสพทางวิญญาณ โรงปั้น สระนาฬิเกร์ ฯลฯ ในช่วงเวลานี้ และในขณะที่สอนธรรมะแก่ผู้อื่นนั้น การดำรงชีวิตภายในสวนโมกข์เอง ก็ได้แสดงธรรมให้เห็นทางอ้อมด้วยว่า การกินอยู่อย่างเรียบง่ายนั้น มิใช่ความทุกข์ หากสามารถสร้างความสุขแก่ชีวิตได้ ถ้าบุคคลมีธรรมะเป็นปัจจัยเกื้อหนุน

ความเป็นอยู่ของพระในสวนโมกข์จึงถือคติว่า " กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง " และในขณะที่วัดวาอารามทั่วไป กำลังเร่งแข่งขันสร้างวัตถุตามกระแสโลก ท่านอาจารย์พุทธทาสกลับมุ่งสร้างโบสถ์ และสถานที่ใช้สอยต่างๆ ที่อิงกับธรรมชาติ ให้ความสงบ โดยไม่ต้องหรูหราหรือสิ้นเปลือง เหล่านี้คือการประยุกต์ธรรมะมานำทางให้แก่ยุคสมัย ซึ่งกำลังเดินไปสู่ความทุกข์

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


แล้วในเวลาเพียงทศวรรษเศษๆ การพัฒนาไปสู่ความทันสมัย ก็นำสังคมไปสู่สภาพที่ท่านอาจารย์พุทธทาสคาดการณ์ไว้ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ช่องว่างระหว่างคนจน - คนรวย ได้นำมาซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างทุนนิยม และคอมมิวนิสต์ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ จนถึงขั้นทำลายล้างชีวิตกันและกันด้วย โดยเฉพาะในช่วงปี ๒๕๑๖ - ๒๕๒๒ ท่านได้พยายามประยุกต์ธรรมมาอธิบายให้สังคมได้มองเห็นว่า หากเผยแผ่ให้ประชาชนเข้าใจในหลักธรรม แห่งพระพุทธศาสนาโดยถูกต้องแล้ว สังคมอันพึงปรารถนาย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าในทาง ประชาธิปไตยหรือสังคมนิยม และจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากความเกลียดชัง มุ่งร้ายกันและกันด้วย ท่านเห็นว่า พระพุทธศาสนาโดยหลักการแล้ว เป็นสังคมนิยมในตัวเองเพราะมุ่งให้กินอยู่ตามจำเป็น ส่วนที่เหลือเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นการสละให้ที่ไม่ต้องบังคับ และยังสร้างความสุขทั้งแก่ผู้ให้ผู้รับ ท่านชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าการปกครองหรือลัทธิการเมืองใดก็ตาม หากจะมุ่งให้เกิดความสงบสุขอันแท้จริงแล้ว จะต้องอิงอยู่กับธรรมะ ท่านจึงเสนอแนวคิดสำคัญในด้านการพัฒนาสังคม ตามแนวพุทธศาสนาว่า คือการพัฒนาแบบ " ธรรมิกสังคมนิยม " คือเป็นสังคมนิยมชนิดที่มีธรรมะเป็นหลักการสำคัญ

ตลอด ๒ ทศวรรษ ที่สังคมไทยเผชิญกับปัญหาวิกฤต อันเนื่องมาจากการพัฒนา และความขัดแย้งทางการเมืองนั้นท่านอาจารย์พุทธทาส ได้พยายามที่จะประยุกต์พระธรรมคำสอน มาอธิบายเพื่อชี้ทางออกให้แก่ชีวิตและสังคม ถึงแม้ว่าภารกิจนี้จะทำให้ท่านถูกโจมตีกล่าวหา ทั้งจากฝ่ายซ้ายและขวา หรือเรื่อง " จิตว่าง " ของท่าน จะถูกคัดค้านและนำไปโจมตี ล้อเลียนโดยผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่เรื่องต่างๆเหล่านี้ ก็มิได้ทำให้ท่านเกิดความท้อถอย หวั่นไหวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ท่านยังคงแน่วแน่ที่จะคิดค้นธรรม และทำงานหนักขึ้นอีก เพื่อนำธรรมะนั้นมาชี้นำสังคม ตามปณิธานที่มุ่งมั่นแต่แรกตั้งสวนโมกข์

พุทธทาสรำลึก
ท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สวนโมกขพลาราม

บทความ โดย อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากหนังสืออนุทินภาพ ๖๐ ปี สวนโมกข์ : พฤษภาคม ๒๕๓๕
ลงตีพิมพ์ใหม่ในหนังสือ พุทธสาสนา ปีที่ ๖๘ เล่ม ๒ พุทธศักราช ๒๕๔๓
อี๊ดคุง
ธรรมะเพื่อสังคมและโลก (พ.ศ. ๒๕๒๕-๒๕๓๔)

แม้ท่านอาจารย์พุทธทาสจะเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเถรวาท แต่การศึกษาจนเข้าถึงแก่นแท้แห่งพระธรรมคำสอน ได้ทำให้ท่านก้าวพ้นไปจากการติดยึดในนิกายอย่างงมงาย และไร้ประโยชน์ ตั้งแต่แรกตั้งสวนโมกข์ ท่านได้ศึกษาพุทธศาสนานิกายอื่นๆอย่างกว้างขวาง ไม่ว่ามหายาน วัชรยาน เซ็น โดยเฉพาะพุทธศาสนานิกายเซ็น ท่านได้แปลหนังสือเรื่อง " สูตรเว่ยหล่าง " และ " คำสอนของฮวงโป " ฯลฯ แม้ว่าการปฏิบัติดังนี้ของท่านจะเป็นเหตุให้ท่านถูกโจมตีว่า กระทำนอกรีต ผิดแบบแผนของพระฝ่ายเถรวาท ก็ตาม

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


ยิ่งไปกว่านั้น ท่านอาจารย์พุทธทาส ยังได้ก้าวข้ามพรมแดนแห่งการแบ่งแยกทางศาสนาไปด้วยโดยรู้จัก และเป็นสหายธรรมเพื่อศึกษาแลกเปลี่ยนธรรมะ กับเพื่อนต่างศาสนิกหลายคน เช่น หัจญีประยูรวทานยกุล นักศึกษาธรรมชาวมุสลิม ผู้มาเยือนสวนโมกข์ตั้งแต่ยุคต้น แต่ท่านยังขวนขวายศึกษาพระคัมภีร์ ไบเบิล กุรอ่าน เพื่อให้เข้าใจถึงคำสอนของแต่ละศาสนา แล้วนำมาอธิบายให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าใจว่า ทุกศาสนามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ช่วยมนุษย์ให้เข้าถึงการดับทุกข์จึงไม่ควรแบ่งแยกหรือมีอคติต่อกัน ท่านมุ่งส่งเสริมให้สวนโมกข์เป็นแดนธรรมของโลก ที่ไม่มีพรมแดนแห่งลัทธิ นิกายหรือศาสนาใดๆ มาแบ่งกั้น ในทางตรงกันข้าม สวนโมกข์จะมุ่งเผยแผ่ให้ศาสนิกชนต่างๆ ได้เข้าใจถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างศาสนาทั้งหลายในที่สุดด้วย ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ถือภารกิจนี้ เป็นปณิธานที่สำคัญยิ่ง ๒ ใน ๓ ประการของท่านในการทำงานรับใช้พระศาสนา เพราะช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ความขัดแย้งทางศาสนา ได้ปะทุรุนแรงยิ่งขึ้นในโลกเกิดการฆ่าฟัน ล้างผลาญกันอย่างน่าสยดสยอง ไม่ว่าในอินเดีย ศรีลังกาตะวันออกกลาง ฯลฯ

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


และด้วยความเห็นที่ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของโลก ที่สามารถจะช่วยมนุษยชาติ ไม่ว่าชนชาติใด หรืออยู่อาศัยในมุมใดของโลก ให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้ ในช่วง ๑๐ ปีที่ล่วงมานี้ ท่านจึงเห็นความสำคัญของงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชนต่างชาติด้วย โดยในปี ๒๕๒๖ ได้สนับสนุนให้พระอธิการ โพธิ์ พุทธธัมโม จัดสอนสมาธิภาวนาแก่ชาวตะวันตก ซึ่งเข้ามาท่องเที่ยวที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยการติดป้ายเชิญชวนตามเรือเฟอรี่ ร้านค้าต่างๆ กิจกรรมดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จากกลุ่มเล็กๆ ขยายมาจนกระทั่ง เกิดโครงการสวนโมกข์นานาชาติ ขึ้น ณ.บริเวณสวนมะพร้าว ฝั่งตรงข้ามถนนกับสวนโมกข์ปัจจุบัน โดยมีชาวต่างประเทศเข้ารับการฝึกอบรมนับร้อยคน ในการฝึกอบรมแต่ละครั้ง ซึ่งจัดขึ้นทุกวันที่ ๑-๑๐ ของเดือน ชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากได้รับการบอกเล่าต่อๆ กันมา ถึงอานิสงฆ์แห่งการฝึกอานาปานสติภาวนา เพื่อพัฒนาจิตใจ จากสวนโมกข์นานาชาติแห่งนี้ นอกจากฝึกสอนชาวต่างชาติแล้ว สวนโมกข์นานาชาติยังจัดให้มีการฝึกสอนคนไทยที่สนใจด้วยเป็นระยะๆ ตลอดทั้งปี

ในขณะเดียวกัน กิจกรรมอื่นๆ ที่เคยดำเนินมา ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานที่โรงหนัง โรงปั้น และการจัดบรรยายธรรมแก่หมู่คณะต่างๆ เพื่อให้ผู้มาเยือนสวนโมกข์ได้รับดวงตาแห่งธรรม ที่จะนำชีวิตไปสู่ความสะอาด สว่าง และสงบ ได้ ในส่วนของท่านอาจารย์เอง ก็ยังคงยืนหยัดแสดงธรรม ที่จะให้คนในยุคสมัยแห่งการบูชาวัตถุนี้ได้หลุดพ้นจาก " ความเห็นแก่ตัว " ไม่มุ่งแต่การเสพและสะสมวัตถุจนก่อทุกข์ให้แก่ตน และผู้อื่น ดังที่เป็นอยู่ อันเป็นปณิธานประการที่ ๓ ของการปฏิบัติภารกิจแห่ง " พุทธทาสภิกขุ "

พุทธทาสรำลึก
ท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สวนโมกขพลาราม

บทความ โดย อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากหนังสืออนุทินภาพ ๖๐ ปี สวนโมกข์ : พฤษภาคม ๒๕๓๕
ลงตีพิมพ์ใหม่ในหนังสือ พุทธสาสนา ปีที่ ๖๘ เล่ม ๒ พุทธศักราช ๒๕๔๓
อี๊ดคุง
สวนโมกข์วันนี้

แม้สวนโมกข์จะก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ ๖๐ แห่งการก่อตั้ง แต่ปณิธานแห่งการทำงานเพื่อรับใช้พระศาสนา และเพื่อนมนุษย์ ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต กิจวัตรของคณะสงฆ์ยังคงดำเนินไปดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต เพื่อมุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ แต่สิ่งที่จำต้องเปลี่ยนแปลงไปคือ การหมุนเวียนของพระเณรทั้งเก่าและใหม่ และกายสังขารของท่านอาจารย์ที่ล่วงเข้าสู่วัยชราตามเหตุปัจจัยแห่งธรรมชาติ

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


ท่านอาจารย์พุทธทาส อาพาธหนักครั้งแรก เมื่อ ปี ๒๕๑๘ ขณะอายุได้ ๖๙ ปี โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และอาพาธหนักอีกครั้งในปี ๒๕๒๘ เมื่ออายุได้ ๗๙ ปี จนเมื่อปลายเดือนตุลาคม ๒๕๓๔ ขณะอายุได้ ๘๕ ปีเศษ หลังจากการแสดงธรรมติดต่อกันถึง ๖ วัน วันละ ๒ ชั่วโมง ท่านก็มีอาการอาพาธรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง การอาพาธในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกับเมื่อ ปี ๒๕๒๘ คือท่านตัดสินใจขอรับการรักษาตัวอยู่ที่สวนโมกข์ โดยขณะที่กำลังอาพาธหนัก มีอาการอันน่าวิตกว่า อาจจะดับขันธ์ได้ทุกเมื่อนั้น ท่านได้กล่าวแก่คณะสงฆ์และแพทย์ที่กราบอาราธนาท่านเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลว่า " ขอบใจ ขอบใจอย่างสูง ขอให้การอาพาธครั้งนี้เป็นการศึกษาของอาตมาอย่างยิ่ง ขอรับการรักษาอย่างธรรมชาติ อย่างครั้งพุทธกาลอยู่ที่วัด " (๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๔) ท่านอาจารย์เห็นว่า สาวกของพระพุทธเจ้าไม่ควรหอบสังขารหนีความตาย ( ดังที่การแพทย์สมัยใหม่มักใช้วิทยาการต่อชีวิตของผู้ป่วย อย่างผิดธรรมชาติ ด้วยเครื่องมือและสายระโยงระยางจำนวนมากมาย ) ท่านอาจารย์ได้แสดงออกซึ่งรูปธรรมของ " การเตรียมตัวตายอย่างมีสติ " ให้ผู้ใกล้ชิดได้เรียนรู้

และนี่คือสิ่งที่ " พุทธทาสภิกขุ " ได้ปฏิบัติมาตลอดชีวิตแห่งการทำงานเป็นผู้รับใช้ของพระพุทธองค์ นั่นคือการศึกษาค้นคว้าธรรมะ และที่สำคัญคือ การพิสูจน์ธรรมะแก่สาธุชนด้วยตัวของท่านเอง แม้ว่าการทดลองศึกษาธรรมในครั้งนี้ จะต้องเผชิญกับภาวะอันเจ็บปวด และทรมานอย่างที่คนทั่วไปยากจะทนได้ แม้เพียงขณะเดียว แต่ท่านได้ทนกับภาวะน้ำคั่งท่วมปอด จนไอมีเสมหะปนเลือดอาการคลื่นไส้ ปวดมวนในท้องอย่างรุนแรง หอบ มีไข้ หัวใจเต็นผิดจังหวะ ไม่สามารถจะพักผ่อนนอนราบ และฉันภัตตาหารไม่ได้อยู่นานถึง ๔ วัน กว่าที่จะมีแพทย์มาถวายการรักษาอย่างเป็นทางการ เป็นการอดทนที่อาศัยขันติ อันผูกเนื่องด้วยสติและปัญญา ท่านจึงอาพาธอยู่ด้วยอาการอันสงบดังปกติ และยังขอมิให้แพร่งพรายเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดความวิตกกังวลและตกใจกัน ที่สำคัญคือ ขันติธรรมอันแสดงออกในครั้งนี้ มิใช่มุ่งที่การอวดบารมีธรรม หรือแสวงหาคำสรรเสริญจากสาธารณชน

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ที่จะศึกษาปฏิบัติธรรม จากการอาพาธนี้ ท่านจึงอยู่รับการรักษาที่สวนโมกข์ตามความเหมาะสม ไม่เกินความพอดีหรือฝืนธรรมชาติ นอกจากนี้ท่านยังได้แสดงธรรมแก่คณะแพทย์ ในระหว่างถวายการรักษาอยู่เนืองๆ เช่น " ถือเป็นหลักแต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่ให้ธรรมชาติรักษา ธรรมะรักษาคุณหมอช่วยพยุงชีวิตให้มันโมเมๆ ไปได้ อย่าให้ตายเสียก่อน แล้วธรรมชาติก็จะรักษาโรคต่างๆ ได้เอง ได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น ไม่ต้องการมากกว่านี้ ที่จริงไม่ควรจะมีอายุมากกว่าพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องศึกษา ปัญหามันก็มีว่า จะทำอย่างไรให้มีชีวิตมากกว่าพระพุทธเจ้า แต่ไม่มีปัญหา...เราจะศึกษาตัวความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ ให้มันชัดเจนยิ่งขึ้นไม่สบายทุกที ก็ฉลาดทุกๆ ที เหมือนกัน " (๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๔)

และเมื่ออาการอาพาธ ได้ทุเลาลงเป็นลำดับแล้ว ท่านได้แสดงธรรมว่า " การป่วยเป็นเช่นนั้นเอง เป็นอิทัปปัจจยตา ตามเหตุปัจจัยปรุงแต่งไม่ต้องทุกข์ร้อน รักษาก็เช่นนั้นเอง หายหรือไม่หายก็เช่นนั้นเอง (ตถตา) หายได้ ก็ไม่หายเจ็บต่อก็ได้ ตายก็ได้ ไม่ทุกข์ใจ ทุกอย่างเป็นอิทัปปัจจยตาเสมอ เป็นเพียงกระแสแห่งการปรุงแต่ง การรักษาเป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งให้ถูกต้องพอดี...การเจ็บไข้นั้น คนเราไม่เคยหัดให้เข้าใจ ต้องให้คนเจ็บเห็นและไม่กลัวตาย แม้จะในเวทนาก็สักแต่เวทนา เอาเวทนาเป็นอารมณ์ทางสมาธิ ต้องเป็นนักเลงธรรมะเอาเวทนาเป็นอารมณ์ของสมาธิ ข่มความเจ็บด้วยอำนาจสติปัญญา..." (๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕)

ชีวิตอันอยู่กับการเผยแผ่ธรรมะทุกลมหายใจเช่นนี้ ทำให้เมื่อท่านอาจารย์มีอาการดีขึ้น ก็จะไม่ละโอกาสที่จะแสดงธรรมแก่สาธุชน ราวกับว่า ท่านตระหนักว่า กำลังทำงานแข่งกับเวลาอันมีอยู่ไม่มากนักแล้ว ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงอาพาธอีกครั้ง ประมาณต้นเดือน มีนาคม ๒๕๓๕

พุทธทาสรำลึก
ท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สวนโมกขพลาราม

บทความ โดย อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากหนังสืออนุทินภาพ ๖๐ ปี สวนโมกข์ : พฤษภาคม ๒๕๓๕
ลงตีพิมพ์ใหม่ในหนังสือ พุทธสาสนา ปีที่ ๖๘ เล่ม ๒ พุทธศักราช ๒๕๔๓
อี๊ดคุง
สวนโมกข์ในอนาคต

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


แม้ชีวิตในวันนี้ของท่านอาจารย์ จะต้องอยู่กับความเจ็บป่วยตามเหตุปัจจัยแห่งธรรมชาติ แต่ก็เป็นความเจ็บป่วยที่ไม่เคยแยกห่างออกจากธรรมะ จนกล่าวได้ว่าท่านพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติแห่งพุทธทาสภิกขุ ตราบวาระสุดท้ายของชีวิต ตามรอยแห่งพระบรมศาสดานั่นเอง

นับจากวันวิสาขบูชา ๒๔๗๕ ซึ่งพระมหาหนุ่มนาม "เงื่อม"เริ่มต้นการเดินทางเพื่อตามรอยแห่งพระอริยเจ้า มาจนกระทั่งถึงวิสาขบูชา ๒๕๓๕ นี้ การเดินทางของท่านและสวนโมกขพลารามได้ยาวนานมาถึง ๖๐ ปีแล้ว อุดมคติอันมุ่งมั่นที่จะค้นหาให้พบในวันเริ่มต้น ได้ค้นพบแล้ว ปณิธานที่จะประกาศธรรมซึ่งค้นพบนั้นแก่ชนร่วมสมัย ก็ได้บรรลุแล้ว

คลิกดูไฟล์ที่แนบมา คลิกดูไฟล์ที่แนบมา


สวนโมกขพลาราม คือมรดกสำคัญที่ท่านอาจารย์พุทธทาส และสหายธรรมผู้ร่วมก่อตั้ง ได้มอบไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง สวนโมกข์ในความหมายของรูปธรรม อาจเปลี่ยนแปลงไปตามกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ และตามเหตุปัจจัยของผู้อยู่หลัง แต่ความหมายในเชิงนามธรรมแล้ว " สวนป่าอันเป็นกำลังแห่งความหลุดพ้นจากทุกข์ " นี้จะไม่มีวันดับสูญ และไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งอยู่ที่อำเภอไชยา หากสามารถจะเกิดและดำรงอยู่ในทุกๆ ที่แม้ในบ้านเราเอง! ด้วยธรรมะที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ปักหลักเผยแผ่ อยู่ที่สวนโมกข์เป็นเวลาถึง ๖ ทศวรรษนี้ เป็นธรรมะที่ไม่มีวันตาย และจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและสถานที่ เพราะเป็นกฏสูงสุดแห่งธรรมชาติ ซึ่งพระบรมศาสดาเป็นผู้ค้นพบ และท่านอาจารย์ คือพุทธสาวกผู้นำผ่านกาลเวลานับพันปี มาพิสูจน์ให้ประจักษ์แก่ชนร่วมสมัยอีกครั้ง ธรรมะนี้จึงมิใช่มีอยู่เพียงที่สวนโมกข์ไชยา และมิใช่ธรรมะของชาวพุทธหากคือธรรมะของมนุษยชาติ ที่จะคงคุณค่าอยู่เสมอไป ตราบเท่าที่คนเรายังมีความทุกข์ และต้องการดับทุกข์นั้น ธรรมะนี้จะยิ่งทวีค่า

ทวีคูณยิ่งขึ้นอีกในสังคมของอนาคต ด้วยเส้นทางที่สังคมเวลานี้เดินอยู่นั้นกำกับไว้ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ที่มุ่งเพียงการแสวงหาความสุขจากวัตถุอย่างสุดขั้ว ธรรมะอันชี้นำทางแห่งการหลุดพ้นจากพันธนาการของวัตถุ จึงมีค่าดังประทีปในความมืดเช่นไรก็เช่นนั้น

สำหรับท่านอาจารย์พุทธทาส ผู้จุดดวงประทีปดังกล่าวให้แก่ชนร่วมยุคของท่านก็เช่นกัน "พุทธทาสภิกขุ" ในความหมายของรูปธรรม จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามอายุขัย แต่ในความหมายของนามธรรมแล้วพุทธทาสจักไม่มีวันตาย ดังบทกวีเพลงที่ท่านได้แต่งไว้เป็นอนุสติแก่ผู้อยู่หลัง แม้ก่อนหน้านี้เอง ท่านก็ได้เคยปรารภให้เป็นข้อคิดว่า จะต้องระวังมิให้สวนโมกข์และพุทธทาสภิกขุในความหมายแห่งรูปธรรม กลายเป็นภูเขาหิมาลัยขวางทางแห่งการเห็นแจ้งของคนทั้งหลาย นั่นคือ การศึกษาและปฏิบัติธรรม จะต้องมุ่งที่ธรรม มากกว่าการยึดตัวบุคคล สำนัก หรือ สถานที่ ฯลฯเพราะตราบเท่าที่ยังมีการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ โลกจะไม่เคยว่างเว้นจากพระอรหันต์ สวนโมกข์กำเนิดขึ้นด้วยศรัทธาและปัญญาที่เห็นจริงในข้อนี้ และจะดำรงอยู่ต่อไปในอนาคตก็ด้วยความประจักษ์แจ้งในหลักการข้อนี้เช่นกัน

ข้าพเจ้ามอบชีวิตและร่างกายนี้ ถวายแด่พระพุทธเจ้า

ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า

ด้วยเหตุดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า...
พุทธทาส

พุทธทาสรำลึก
ท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สวนโมกขพลาราม

บทความ โดย อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากหนังสืออนุทินภาพ ๖๐ ปี สวนโมกข์ : พฤษภาคม ๒๕๓๕
ลงตีพิมพ์ใหม่ในหนังสือ พุทธสาสนา ปีที่ ๖๘ เล่ม ๒ พุทธศักราช ๒๕๔๓
นี่คือหมวดอ่านเว็บบอร์ดแบบไม่มีกราฟฟิค : หมวดที่คุณสามารถดูข้อมูลได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องโหลดกราฟฟิคมากมาย ซึ่งบอร์ดได้ตัดส่วนนั้นออก เพื่อให้โหลดไวขึ้น
แต่ถ้าคุณอยากกลับไปดูข้อมูลแบบเต็มรูปแบบ ให้คุณคลิกที่นี่
.
Invision Power Board © 2001-2019 Invision Power Services, Inc.