:: English Version ::
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ www.SiamFreestyle.com เชิญสัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยว ที่น่าสนใจต่างๆและข้อมูลที่พัก ร้านอาหารจากเราครับ
หน้าแรก > บทความ ทิป ท่องเที่ยวไทย > ประเพณีงานชักพระ
ประเพณีชักพระ หรือลากพระ เป็นงานประเพณีที่หลายๆจังหวัดในภาคใต้ จัดขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา ประเพณีชักพระนี้มีรูปแบบตามคตินิยมในศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ ผสมผสานกัน โดยที่พุทธศาสนายึดถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนทางศาสนาพราหทณ์ ก็บูชาเทพเจ้า เช่นพระอินทร์ พระพรม พระนารายณ์ ฯลฯ รวมทั้งนรก สวรรค์วิมานชั้นต่างๆ มีการแห่เทวรูปทั้งหลายเพื่อให้ประชาชนได้บูชาในโอกาสต่างๆ เป็นศาสนพิธีของศาสนาพราหมณ์ที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่โบราณ ประเพณีนิยมนี้ เป็นที่รับรู้กันของหมู่ชนในดินแดนที่ศาสนาทั้งสองแผ่ไปถึง จึงเกิดการรับเอาวัฒนธรรมข้ามศาสนามาปฏิบัติจนเป็นประเพณีสืบทอดกันมา
เป็นการนำเรื่องราวพุทธตำนานที่กล่าวถึงในพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์หนึ่งในสามคัมภีร์ของไตรปิฎก คัมภีร์สำคัญที่สุดพระพุทธศาสนา อันประกอบด้วยพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก ที่มีการกล่าวถึงการแสดงพระอภิธรรมครั้งแรกของพระพุทธเจ้า ในพรรษาที่ 7 ที่ทรงตรัสรู้ ด้วยการแสดงพระอภิธรรมเทศนาโปรดพุทธมารดาเพื่อทดแทนคุณ โดยเสด็จขึ้นไปจำพรรษา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเทศนาโปรดพุทธมารดา ซึ่งได้สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ประสูติพระองค์ได้ 7 วัน และได้อุบัติเป็นเทพบุตร อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต มีพระนามว่า สันดุสิตเทพบุตร ในการแสดงธรรมครั้งนี้ได้มีเทวดาและพรหม ทั้งจักรวาลจำนวนหลายแสนโกฏิ มาร่วมฟังธรรมด้วย ณ ที่นั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรม แก่เหล่าเทวดาและพรหมด้วย วิตถารนัย คือ แสดงโดยละเอียดพิสดาร ตลอดพรรษากาล คือ 3 เดือนเต็ม เมื่อจบพระอภิธรรมเทศนา สันตุสิตเทพบุตร (พุทธมารดา) เทวดา และพรหมทั้งหมดในเทวสมาคมได้บรรลุธรรมสำเร็จ เป็นพระโสดาบัน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันสุดท้ายของพรรษา
พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมนุษยโลกทางบันไดทิพย์ที่พระอินทร์นิมิตถวาย บันไดนี้ทอดจากภูเขาสิเนนุราชที่ตั้งสวรรค์ชั้นดุสิตมายังประตูนครสังกัสสะ ประกอบด้วยบันไดทอง บันไดเงินและบันไดแก้ว บันไดทองนั้นสำหรับเทพยดามาส่งเสด็จอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ บันไดเงินสำหรับพรหมมาส่งเสด็จอยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ และบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงประตูนครสังกัสสะตอนเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนที่ทราบกำหนดการเสด็จกลับจากพระโมคคัลลาน ได้มารอรับเสด็จอย่างเนืองแน่นพร้อมกับเตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จมีเป็นจำนวนมาก จึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน จึงจำเป็นที่ต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อ ๆ กันเข้าไปถวายส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ จะส่งต่อ ๆ กันก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้โยนไปบ้าง ปาบ้าง เข้าไปถวายเป็นที่โกลาหล โดยถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจ ด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยแรงอธิษฐาน และอภินิหารแห่งพระพุทธองค์ ภัตตาหารหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น เหตุนี้จึงเกิดประเพณี "ห่อต้ม" "ห่อปัด" ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความปิติยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชนได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้ แล้วแห่แหนกันไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์
ต่อมาพุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปยกแห่แหน สมมติแทนพระพุทธองค์ ซึ่งกระทำกันในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี สืบมาจนเป็นประเพณีชักพระในปัจจุบัน อันอุปมาเสมือนหนึ่งได้ร่วมรับเสด็จ และร่วมถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์ด้วยตนเอง
เชื่อว่าประเพณีลากพระในภาคใต้มีมาแล้วตั้งแต่สมัยศรีวิชัย จากบันทึกของภิกษุชาวจีนชื่อ อี้จิง ที่ได้จาริกผ่านคาบสมุทรมลายูเพื่อไปศึกษาศาสนาในอินเดีย ใน พ.ศ.1214-1238 ก็ได้เห็นประเพณีการลากพระของชาวเมือง "โฮลิง" อันเป็นชื่อเดิมของเมืองนครศรีธรรมราช ได้บันทึกไว้ว่า " พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งมีคนแห่แหนนำมาจากวัด โดยประดิษฐานจากรถหรือบนแคร่มีพระสงฆ์และฆราวาสหมู่ใหญ่แวดล้อมมา มีการตีกลองและบรรเลงดนตรีต่าง ๆ มีการถวายของหอมดอกไม้และถือธงชนิดต่าง ๆ ที่ทอแสงในกลางแดด พระพุทธรูปเสด็จไปสู่หมู่บ้าน ด้วยวิธีดังกล่าวนี้ ภายใต้เพดากว้างขวาง "
ประเพณีลากพระของชาวใต้สมัยกรุงศรีอยุธยาเห็นว่าเป็นประเพณีที่ทั้งสถาบันศาสนาและสถาบันกษัตริย์ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ดังปรากฎในเรื่องประทวนตราให้แก่พระครูอินทร์โมลีคณะป่าแก้ว หัวเมืองพัทลุงใน พ.ศ.2242 ว่า "แลเมื่อครั้งคณะป่าแก้วแต่ก่อนมีพระครูอันดับ 6 องค์ ได้ช่วยการพระราชพิธีตรุษสารทแลงานลากพระถวายพระราชกุศล" และ ข้ออีกตอนหนึ่งว่า "แลราชการซึ่งเป็นพนัดแก่ขุนหมื่นกรมคณะป่าแก้วมีแต่หน้าที่เมืองเส้นหนึ่ง แลการพระราชพิธีตรุษสารท แลงานลากพระเจ้าเมืองจะได้เบียดเสียดเอาข้าพระไปใช้ราชการนอก แต่นั้นหามิได้ " เมืองนครศรีธรรมราชปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาใน รัชกาลพระเจ้าอยู่บรมโกศ แม้แต่ผู้ตีกลองในงานลากพระก็ถือว่าสำคัญ จึงมีแจ้งไว้ในทำเนียบข้าราชการตกเป็นพระอัยการไว้ว่า "ขุนรันไภรีถือศักดินา 200 พนักงานตีกลองแห่พระ" ตำแหน่งนี้มีมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังปรากฎในทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช ครั้งรัชกาลที่ 2 ว่า "ขุนรันไภรีถือศักดินา 200 พนักงานตีกลองแห่พระ" เช่นกัน ในประเพณีลากพระของชาวใต้มีมาแต่โบราณและก่อให้เกิดวัฒนธรรมอื่น ๆ สืบเนื่องหลายอย่าง เช่น ประเพณีการแข่งเรือพาย การชัน (ประชัน) โพนหรือแข่งโพน การประชันปืดหรือแข่งปืด กีฬาชัดต้ม การทำต้มย่าง และการเล่นเพลงเรือ เป็นต้น
ลากพระหรือชักพระ
หลังจากวันมหาปวารณาหรือวันออกพรรษา 1 วัน ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ทางใต้เรียกว่าวันแรมค่ำ ชาวบ้านในย่านใกล้วัดประจำหมู่บ้าน ได้อาราธนาพระพุทธรูป ขึ้นประดิษฐานบนบุษบกที่วางอยู่เหนือเรือ รถ หรือล้อเลื่อน แล้วแห่แหนชักลากไปตามลำน้ำหรือตามถนนหนทาง ถ้าท้องถิ่นในอยู่ริมน้ำหรือมีลำคลอง ก็ลากพระทางน้ำ ถ้าห่างไกลลำคลองก็ลากพระทางบก แล้วแต่สภาพภูมิประเทศเหมาะแก่การลากประเภทไหนมากกว่ากัน บางท้องที่ในจังหวัดตรัง พัทลุง และสงขลา มีการลากพระบกในวันแรม 1 ค่ำ ในเดือน 5 ก็มี ก่อนงานชักพระประมาณ 1 เดือน วัดที่จัดให้มีการลากพระจะเตรียมเรือ หรือรถพนมพระ สมัยก่อนชาวบ้านชาววัดร่วมแรงกันคนละมือสองมือ ช่วยกันตั้งแต่ขึงหนังหน้ากลองโพน (ขึ้นโพน) ที่ใช้สำหรับตีประโคม ที่มีฝีมือทางช่างและทางศิลปก็มาช่วยสร้างและตกแต่งนมพระกันอย่างสุดฝีมือ แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่แล้ววัดแต่ละวัด จะมอบให้เป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ที่ตั้งขึ้นมาดูแล ชาวบ้านก็จะมีส่วนร่วมรับหน้าที่ในการจัดขบวนลากพระ เช่นรำกลองยาวหน้าขบวน ถือป้าย ประจำเชือกลาก อย่างนี้เป็นต้น รถพระพนมก็สร้างขึ้นอย่างถาวร คนที่เที่ยวงานชักพระทุกๆปีจะเห็นว่ารถพนมพระที่มาจะดูเหมือนๆกันทุกปี ( เรื่องนี้คงต้องฝากกรรมการจัดงานให้ช่วยพิจารณาหน่อยว่า พนมพระที่เคยได้รางวัลไปแล้ว ถ้าส่งประกวดในรูปเดิมๆอีกก็จะไม่ได้รางวัลใหม่ แต่จะได้รางวัลเกียรติยศ ในฐานะผู้เคยได้รางวัลในปีก่อนๆ ถือเป็นแบบอย่างก็ได้ ส่วนรางวัลประจำปีก็ให้กับพนมพระรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อไป )
เกือบทุกท้องถิ่นนิยมกำหนดให้มีจุดนัดหมาย เพื่อให้บรรดาเรือพระทั้งหมดในละแวกใกล้เคียงกันไปชุมนุมในที่เดียวกันใน เวลาก่อนพระฉันเพล ให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาส "แขวนต้ม" และถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรได้ทั่วทุกวัด หรือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โอกาสนี้จึงก่อให้เกิดการประกวดประชันกันขึ้นโดยปริยาย เช่น การประกวดเรือพระการแข่งขันพายเรือ การเล่นเพลงเรือตอบโต้แก้ลำกัน การประกวดเรือเพรียวประเภทต่าง ๆ เช่น มีฝีพายมากที่สุด แต่งตัวสวยงามมากที่สุด หรือตลกขบขันหรือมีความคิดริเริ่มดี มีการแข่งขันการตีโพนประเภทตีดัง ตีทน ตีท่าพลิกเพลง ลีลาการตีสวยงาม เหล่านี้เป็นต้นและบางทีก็คิดหากิจกรรมแปลก ๆ มาเสริม เช่น กีฬาซัดต้ม แข่งกีฬาทางน้ำ จัดหามหรสพมาแสดง ฯลฯ เมื่อเครื่องสนุกมีมาก การตระเตรียมก็เสียเวลาและใช้ทุนมาก การที่จะลากพระกันเพียงวันเดียวไม่จุใจ บางแห่งจึงขยายเป็น 2 วัน 3 วัน ก็มี การประกอบเรือพระแต่โบราณมักให้รางวัลเป็นของที่จำเป็นสำหรับวัด เช่นน้ำมันก๊าด ถ้วยชาม สบง จีวร เสนาสนะสงฆ์ เป็นต้น แต่ปัจจุบันบางท้องถิ่นให้ถ้วยรางวัลให้โล่เกียรติยศ และตั้งรางวัลเป็นเงินสดก็มี
วันลากพระหรือชักพระ
เมื่อถึงเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบน บุษบกเหนือเรือพระ นิมนต์พระภิกษุในวันนั้นทั้งหมดขึ้นนั่งประจำเรือพระ พร้อมทั้งอุบาสกและศิษย์วัดที่ติดตามและประจำเครื่องประโคม อันมีโพน (กลองเพล) ฆ้อง โหม่ง ฉิ่ง ฉาบ แล้วชาวบ้านก็จะช่วยกันลากเรือพระออกจากวัดตั้งแต่เช้าตรู่ (พระภิกษุที่จะร่วมไปด้วยต้องรีบฉันภัตการเช้าให้เรียบร้อยเสียก่อน) ถ้าเป็นการลากพระทางน้ำก็จะใช้เรือพายลาก ถ้าเป็นการลากพระทางบกก็จะใช้คนเดินลากแล้วแต่กรณี ขณะที่ลากพระไป ใครจะมาร่วมแขวนต้มบูชาพระหรือร่วมลากตอนใดก็ได้ โดยเฉพาะการลากพระน้ำ เมื่อจะมีการนำต้มไปแขวนบูชาพระ เรือพายหรือเรือแจวจะเข้าไปชิดเรือพระที่ลำใหญ่กว่า และกำลังถูกลากอยู่ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเข้าใกล้พอสมควรก็จะใช้วิธี "ซัดต้ม" ไปยังเรือพระให้คนคอยรับ อันนี้อาจเป็นมูลเหตุที่ก่อให้เกิดกีฬาซัดต้มขึ้นมาก็ได้
การลากพระทางน้ำ
การลากพระทางน้ำ หรือ "ลากพระน้ำ" ออกจะสนุกกว่า "ลากพระบก" เพราะสภาพการเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมอื่น ๆ กว้างขวางกว่า เช่น สะดวกในการชักลาก ง่ายแก่การรวมกลุ่มกันจัดเรือพาย เพราะแต่ละกลุ่มมีลักษณะเป็นเอกเทศ ท้าทายต่อการแข่งขันประกวดประชันกันผนึกกำลังกันได้สะดวก มีกิจกรรมเชื่อมโยงอื่น ๆ ได้หลากหลายกว่า เช่น การแข่งพายเรือ การแย่งเรือพระ การเล่นเพลงเรือ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ถ้าท้องถิ่นในสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวยให้สามารถทำได้ทั้งทางบกและทางน้ำ ท้องถิ่นนั้นมักจะเลือก "ลากพระน้ำ" แหล่งลากพระน้ำที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง คือที่อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร อำเภอพุนพินและอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รองลงมาอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา อำเภอปากพะยูน จังหวัพัทลุง บ้านแหลมโพธิ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะอำเภอหลังสวนและที่บ้านแหลมโพธิ์ อำเภอหาดใหญ่ จะมีการเล่นเพลงเรือที่ขึ้นชื่อกว่าแหล่งอื่น ๆ ส่วนที่อำเภอปากพนังมีการเล่น "ซัดหลุม" (ซัดโคลน) กันสนุกสนานเพราะที่ปากพนังมีโคลนตมมาก การลากพระทางน้ำของเกาะพะงัน จังหวัด สุราษฎร์ธานี แปลกกว่าที่อื่น ๆ คือ จะลากกัน 3 วัน ระหว่างแรม 8 ค่ำถึงแรม 10 ค่ำ เดือน 11 มีการปาสาหร่ายโต้ตอบกันระหว่างหนุ่มสาว มีการเล่นเพลงเรือ และที่แปลกพิเศษคือมีการทอดผ้าป่าสามัคคีในวันเริ่มงาน
เรือพระ
เรือพระ คือ เรือหรือรถ หรือล้อเลื่อนที่ประดิษฐ์ตกแต่งให้เป็นรูปเรือแล้ววางบุษบกซึ่งบุษบกนี้เรียกตามภาษาพื้นเมืองภาคใต้ว่า "นม" หรือ "นมพระ" ยอดบุษบก เรียกว่า "ยอดนม" สำหรับอาราธนาพระพุทธรูปประดิษฐานแล้วชักลากในวันออกพรรษา ถ้าชักลากทางน้ำเรียกว่า "เรือพระน้ำ" ซึ่งจะใช้เรือจริง ๆ มาประดิษฐ์ตกแต่ง ถ้าใช้ชักลากทางบกเรียกว่า "เรือพระบก" จะ ใช้รถหรือล้อเลื่อนมาประดิษฐ์ตกแต่งให้เป็นรูปเรือ อาจจะเป็นรูปเรือหงส์ หรือเรืออื่นๆที่สวยงามจำลองมาจากเรือในกระบวนเรือพระที่นั่ง แต่ที่เป็นหลักแล้วนมพระจะตกแต่งเป็นรูปพญานาค หรือมีรูปพญานาคเข้ามาประกอบเพราะเชื่อว่าให้น้ำ การลากพระจึงสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในสังคมเกษตร
การทำเรือพระบก สมัยก่อนจะทำเป็นรูปเรือให้คล้ายเรือจริงมากที่สุด และจะต้องพยายามให้มีน้ำหนักน้อยที่สุด จึงมักใช้ไม้ไผ่สานหรือเสื่อกระจูดมาตกแต่งตรงส่วนที่เป็นแคมเรือและหัวท้าย เรือคงทำให้แน่นหนา เฉพาะส่วนพื้นเพื่อนั่งและวางบุษบกกับส่วนที่จะผูกเชือกชักลากเท่านั้น แล้วใส่ล้อหรือเลื่อนที่ทำขึ้นจากไม้สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่สองท่อนรองรับข้าง ล่างเพื่อให้ชักลากเรือพระไปได้สะดวก ไม้สองท่อนนี้ทางด้านหัวและท้ายทำงอนคล้ายหัวและท้ายเรือแล้วตกแต่งเป็นรูป ตัวพญานาค อาจทำเป็น 1 ตัว หรือมากกว่าก็ได้ ใช้กระดาษสีเงินสีทองหรือกระดาษสีสะท้อนแสงทำเป็นเกล็ดนาค ซึ่งจะทำให้สะท้อนแสงระยิบระยับไปทั้งลำเมื่อขณะชักลาก กลางลำตัวพญานาคทำเป็นร้านสูงราว 1.50 เมตร เรียกว่า "ร้านม้า" สำหรับวางส่วนสำคัญที่สุดของเรือพระ คือ บุษบก หรือ นมพระ ซึ่งนายช่างแต่ละท้องถิ่นจะมีเทคนิคในการออกแบบบุษบกเพื่อให้เหมาะสมทั้งลวด ลาย และรูปร่าง มีการประดิดประดอยอย่างสุดฝีมือหลังคาบุษบกนิยมทำเป็นรูปจตุรมุข หรือทำเป็นจตุรมุขซ้อน รูปทรงชะลูด งามสง่าสะดุดตา ตกแต่งด้วยหางหงส์ ช่อฟ้า ใบระกา ตัวลำยอง กระจังฐานพระ บัวปลายเสา คันทวย เป็นต้น
ข้อมูลอ้างอิง วัฒนธรรม และประเพณีไทย ประเพณีท้องถิ่นภาคใต้ ประวัติพระอภิธรรม
บทความ ::ประเพณีงานชักพระ
งานชักพระและทอดผ้าป่า สุราษฎร์ธานี
พุ่มผ้าป่า : งานชักพระและทอดผ้าป่า สุราษฎร์ธานี
ประเพณีลากพระ : งานชักพระและทอดผ้าป่า สุราษฎร์ธานี
ประเพณีชักพระทางทะเล เกาะพงัน